Saturday, May 12, 2007

ความรักคืออะไร-การดูแล-เมื่อรักจากไป

ความรักคืออะไร


ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ถึงไม่มีรสชาติแต่ก็ขาดไม่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... บางครั้งเราก็ต้องการมากแต่บางครั้งมันก็น่าเบื่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... มันทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีกำลังใจจะทำอะไรต่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... มันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร

แต่มันกลับมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามาก

ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... น้อยไปก็กระหาย มากไปก็เอียน
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ยิ่งห่างเหินมันนานเท่าไร ยิ่งกระหายมันมากเท่านั้น

ใครจะ "ขัดขวาง" ความรัก คงจะไม่สำเร็จอย่างที่คิด
ใครจะ "ตัดใจ" จากความรัก คงจะทำไม่ได้เช่นกัน

หรือใครที่คิดจะ "ลืม" ความรักล่ะก็ ไม่มีทาง

เหมือนกับน้ำเปล่า

คุณลืมน้ำเปล่าได้หรือ ?

อย่าเข้าใจว่า ความรักคือน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมซ่าๆ

มันจะเป็นเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น ถ้ามันเป็นรักแท้ ...

แม้น้ำเปล่า จะซาบซ่า ไม่เทียบเท่าน้ำหวาน หรือน้ำอัดลม
แม้น้ำเปล่าจะไร้น้ำตาลซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพลัง
แต่น้ำเปล่า มันแทบไม่มีผลข้างเคียงเลย

มันรักษาคุณค่าเอาไว้ได้ดีกว่าน้ำใดๆ
น้ำเปล่า เจอกับเกลือ มันก็ละลายเกลือ
เหมือนกับรักแท้ ...

คนที่รักคุณจริงๆ เมื่อคุณเจอกับความทุกข์
เขาก็จะพยายามรับความทุกข์จากคุณไว้ให้มากที่สุด
.........................

การดูแลความรัก


หมั่นเติมความรักอยู่เสมอ อย่าลืมเลือกเวลาเหมาะๆ เพื่อใช้ในการพูดคุยกัน หมั่นแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยๆ เอาแต่ที่สร้างสรรค์และจรรโลงโลก เพราะเวลาคุยกันนี่ไม่เหมาะกับการโต้เถียงใดๆ


กล้าเปิดเผยความรู้สึกอารมณ์ที่แท้จริงออกมาไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน สนุกสนานร่าเริง เจ็บช้ำน้ำใจ เพ้อฝัน ไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลความถูกผิดใดๆ ทั้งสิ้น


คิดจะพูดอะไรก็พูดเป็นการพูดเพื่อสร้างสรรค์ตัวเราเอง เช่น ฉันคิดจะทำ..ฉันรู้สึกว่า.. พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ทำให้ตัวเองไร้สมอง หรือดูไม่มีความมั่นใจในตัวเอง อย่าลืมค่อยพูดค่อยจาภาษาดอกไม้ พูดกันดีๆ ใครก็ชอบคนพูดดีกันทั้งนั้น อย่าพูดจุดชนวนสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด


มีการให้เวลานอก
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มอึดอัด เบื่อหน่ายหรือเกิดการขัดแย้งที่ชักจะบานปลาย เป็นเรื่องหรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะตอบคำถามไม่มีการกดดันกันให้เวลาเพื่อพัก โดยไม่ถามเหตุผล ให้โอกาสในการพูดเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละคนด้วยความพร้อม


ฟังกันบ้างเรื่องของความรักมักต่างคนต่างพูด ปกติไม่ฟังกัน ทำให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด ถ้ารู้จักฟังจะทำให้ความเข้าใจตรงกัน เมื่อไม่เข้าใจกันก็จะได้ถาม ได้อธิบาย ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น


เพิ่มรักให้เหนียวแน่น
มีความรักเป็นทุนไว้แล้ว แต่ไม่มีการเติมลงไป ก็ทำให้ทุนหายกำไรหดได้ ต้องมีการเติมความรักอยู่เรื่อยๆ สม่ำเสมอ ให้ความรักเพิ่มพูนด้วยวิธีการต่อไปนี้


เอ่ยชมกันและกันบ่อยๆ
การเอ่ยชมคนรักบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้เขารู้ใจดีเท่านั้น แต่จะมีผลในแง่ความรู้สึกของคนที่ชมด้วย เพราะก่อนจะชม เราจะต้องคิดว่า เขามีอะไรดีที่จะให้ชมได้บ้าง ถ้ายิ่งชมเขาบ่อย จะทำให้เราคิดถึงข้อดีของเขาได้บ่อยๆ เช่นกัน แล้วจะทำให้รักกันมากขึ้น แต่นึกๆ แล้วไม่มีข้อดีให้ชมเลย แสดงว่าอาการนี้น่าเป็นห่วงแล้ว


หัดใจเย็นมากขึ้นเมื่ออารมณ์ขุ่นมัว ต้องตั้งสติไว้เสมอ ถ้าเราทำอะไรลงไปตอนที่อารมณ์ขุ่นมัว จะทำให้ผลีผลามและตัดสินใจอะไรผิดๆ ได้ง่ายการทำตัวเย็นจะทำให้ฝ่ายเกรงใจ


คอยตักเตือนในสิ่งที่เขาทำผิดพลาด
เมื่อเห็นว่าเขาทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า ก็อย่าลืมคอยเตือนเขาไว้บ้าง เตือนด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ไปตำหนิเขา เดี๋ยวจะระเบิดเอาง่ายๆ


เมื่อทะเลาะกันไม่มีคำว่าฉันหรือเธอ
แต่ความเป็นคำว่าเราทั้งคู่ จะทำให้รู้สึกว่าทั้งสองคนยังมีค่าพอสำหรับกันและกัน อย่างน้อยก็ยังไม่แบ่งแยกแบบตัวใครตัวมันจะทำให้ดีกรีความรุนแรงเมื่อทะเลาะกันน้อยลง


ขอร้องเมื่อต้องการ...ไม่ใช่สั่งหลายเรื่องที่บางครั้งเราไม่พอใจและอยากให้เขาเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ถูกใจเรา ให้ขอร้องเราดีๆ ด้วยเหตุผล อย่าสั่งเด็ดขาด



มีประโยคนึงในหนัง IL MARE ที่น่าสนใจมาก ... เขาบอกทำนองว่า ... ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก ... แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก
ถ้าวันนี้คนสองคน ต่างหมดรักกันไป คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม หลายคนจึงอดหลงใหลได้ปลื้มกับมันไม่ได้ในยามที่มันอยู่
เรามักหลอกตัวเองว่า เพราะเรารักเขามาก
เขาคงเห็นความดี ความตั้งใจของเรา และรักเราตอบบ้าง
และเมื่อเขาตอบรับรักของเรา การรู้สึกยึดมั่น ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวทางใจอย่างหนึ่ง ที่จะต้องอยู่กับเราทุกครั้งที่เราต้องการ
ความรู้สึกอันนี้แหละ คือจุดเริ่มของความเจ็บปวดทั้งมวล
เพราะมันฝืนกฏธรรมชาติ ไม่ได้บอกว่า ...
รักต้องลงเอยด้วยความเศร้าเสมอไป เพียงแต่ถ้าเขาจะอยู่ เขาจะไป จะรักคุณมากขึ้น คงเดิม หรือหดน้อยถอยลง ก็จะเป็นเพราะคนสองคน ไม่ใช่ความต้องการของเราฝ่ายเดียว หรือเขาฝ่ายเดียว
สำคัญที่ว่า ... ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกัน ขอให้มีความทรงจำที่ดี ... ก็เพียงพอแล้ว ...


************
เมื่อรักจากไป..



หากเรา หาเหตุผลให้กับตัวเอง ว่า . . .
ทำไม . . . เราถึงรักคนๆ นี้นัก
แล้วเหตุผลที่ได้ มีแค่เพียง . . . รักเพราะรัก


ฟังดูอาจเลื่อนลอย ไร้จุดหมายเกินไป
แต่สำหรับคนที่รักกัน . . . เหตุผลเพียงแค่นี้
ก็เพียงพอ ที่จะสานต่อความรัก . . . ให้อยู่ต่อไป


แต่กับคนที่เรารักเขา . . . แล้วเขาไม่รักเรา
ไม่เคยจะมองเห็น แม้แต่คุณค่า ในตัวเรา
ต่อให้เรา หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้เขาเพียงไหน
หรือให้เหตุผลมากมาย. . . ในคำว่า รักที่เรามีให้
เขาก็คง มองไม่เห็นมันเหมือนกัน


และกับคนประเภทนี้ . . .
ยิ่งเราเรียกร้องมาก แค่ไหน . . .
ก็จะยิ่งสร้างความเหนื่อยใจ . . . ให้กับเราเท่านั้น


ถ้าคุณ มีความสุขกับมัน . . . ก็ดีไป
แต่สุข . . . แล้วเหนื่อยใจ ก็น่าคิดเหมือนกัน
คนเรา . . . เหนื่อยแล้วก็ต้องพัก
ต้องหาทางออก ที่ทำให้เราดีขึ้น


กับเรื่องของความรัก ก็เช่นกัน
เมื่อเราต้องเหนื่อยล้าเพราะมัน คงต้องพักซะบ้าง
ลองหยุดวิ่งตามเขาซักครั้ง . . . แล้วมาเดิน(แค่เดิน) ตามตัวเองดูสักหน
คุณอาจรู้สึกดีกว่า . . . การต้องวิ่งตามใครคนนั้น
อย่างน้อยๆ คุณจะพบว่า . . .
การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองนั้น . . . ไม่ทำให้เราเหนื่อยใจเลย....

Sunday, April 22, 2007

วิธีคลายเครียดง่ายๆในที่ทำงาน

13วิธีแก้เครียดในที่ทำงาน


หากคุณรู้สึกว่างานที่ทำกำลังปลุกต่อมเครียดให้มีชีวิต ไหนจะมีประชุมแต่เช้าตรู่ นั่งทำงานที่โต๊ะไม่ถึง 10 นาที ก็มีโทรศัพท์เข้ามาไม่ขาดสาย บ่ายก็ต้องวิ่งออกไปหาลูกค้า ตอนเย็นยังต้องกลับมาทำ Report ส่งเจ้านาย เวลากลับบ้านไม่วายรถก็ติดแสน ฯลฯ

เรามีวิธีช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายๆ แถมเติมโบนัสทางความคิดและมุมมองดีๆ แบบนี้เลย


MUST DO IT!

1. สูดกลิ่นหอม รู้หรือเปล่าว่า กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดๆ ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ อย่างกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยตรงโต๊ะทำงานก็ไม่เลวนะ เชื่อสิว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเลยเชียว

2. ตากอากาศระยะสั้น เมื่อความเครียดรุมเร้า ก็ไม่ควรอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ทางที่ดีคุณควรหาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์ใกล้ๆ ธรรมชาติสักพัก อาจเป็นสวนหย่อมในที่ทำงาน หรือคาเฟทาเรียใกล้ๆ จากนั้นเดินผ่อนคลายและหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่มันมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป

WOW! เพียงแค่ 10 นาทีวิธีนี้ก็จะชาร์จพลังให้หัวใจของคุณให้ดีขึ้นได้

3. จินตนาการแสนสุข อีกทางเลือกในการบรรเทาความเครียด คือ ดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน โดยหลับตาแล้วหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหยุดไว้สองวินาทีก่อนหายใจออก การหยุดช่วงสั้นๆ จะมีผลทำให้ระบบประสาทสงบลง ทำแบบนี้ในที่เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองว่าจะรู้สึกดีแบบทันตาเห็น จากนั้นก็นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในการทำงาน เช่น วันที่ได้รับคำชมจากเจ้านาย หรืองานชิ้นโบว์แดงที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เป็นต้น

4. หนังสือบำบัด หาหนังสือที่อ่านแล้วสบายใจ เล่มบางๆ มาไว้ใกล้มือ เครียดเมื่อไหร่หยิบมาพลิกอ่านสักหน้าสองหน้าแก้เครียด

5. สร้างอารมณ์ขัน หลังจากทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลองชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันคุยเบาๆ จะช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกายและจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด)

DID YOU KNOW! สำหรับบางคนการหัวเราะเพียงครั้งเดียวมีค่าเท่ากับการผ่อนคลายสี่สิบห้านาทีเต็มทีเดียว

6. พลังแห่งการสัมผัส ถ้ามีเพื่อนสนิทในที่ทำงานอาจสลับสับเปลี่ยนกันนวดบรรเทาอาการเครียด เพราะการโอบกอดหรือสัมผัสเบาๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ ออกซิโทชิน ช่วยลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

MUST DO! นวดศีรษะ โดยกางนิ้วออกแล้วใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ ไล้จากคางขึ้นไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับมาที่ท้ายทอย หรือจะนวดบริเวณหางตาได้ด้วยก็ได้

7. โทรหาเพื่อนรู้ใจ อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ทุกปัญหาได้ไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งแค่ไหนก็ยังต้องการที่พึ่งพิงบ้าง ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสักคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ การมีคนรับฟังและให้คำปรึกษาจะทำให้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า คุณไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลก แต่ขอเตือนว่าอย่าเมาท์เพลินจนเสียงานก็แล้วกัน

8. หามุมสงบ-ฟังเพลง ฟังเพลงเบาๆ โดยเฉพาะเพลงแนว Meditation ทั้งเสียงบรรเลงดนตรีและเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น น้ำตก นกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์

9. ทดลองหลับ บางตำรากล่าวไว้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลแห่งความเครียด คือ การฝึกจิตง่ายๆ ครั้งละ 10 - 15 นาที เช้าและเย็น ด้วยการนั่งท่าสบายๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่วางไขว้กัน หรือหาที่เหมาะนอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย เพื่อผ่อนคลายง่ายๆ

DID YOU KNOW! ในทางทฤษฎีว่าไว้เมื่อคุณหลับตาสามารถตัดข้อมูลต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

10. อย่าคาดหมายล่วงหน้า การมัวแต่คิดถึงการนัดหมายสำคัญๆ ในวันรุ่งขึ้น จะทำให้เข้านอนดึกด้วยความกังวลและเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก ทางที่ดีทำใจให้สบายผ่อนคลายให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าพักให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้จะดีเอง จากนั้นตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวจนมั่นใจ โดยไม่อ่อนเพลีย

11. รู้จัก “เลี่ยง” เมื่อถึงเวลา ในชีวิตการทำงานมักมีหลายเรื่องที่เข้ามากระทบความรู้สึกจนเกิดอารมณ์ แต่แทนที่จะตอบโต้กลับทันทีอย่างขาดสติ จนอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การเดินหนีไปก่อน รอให้อารมณ์เย็นลงหรืออยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองเงียบๆ จัดข้าวของหรือหาอะไรที่ไม่ต้องใช้สมาธิสูงมากทำ ลดความเครียดลงได้จนกว่าคุณพร้อมที่จะกลับมาลุยงานอีกครั้ง

12. สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้แล้วก็จำเป็นต้องยอมรับแล้วใช้เป็นบทเรียน แต่จงอย่างให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่มากดดันให้คุณเครียดจนเกินไป

MUST DO! อย่ามัวคิดถึงสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ควรเปิดใจให้กว้าง และกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาในการ หาทางแก้ไขให้ดีขึ้น

13. คิดในทางบวก จำไว้ว่าการมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิตให้บ่อยขึ้น รวมถึงคิดถึงความปรารถนาดีของคนอื่นที่มีต่อคุณก็จะช่วยให้เป็นคนที่เครียดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้นได้



** เป็นไอเดียที่น่าลองใช้เมื่อความเครียดถามหา คุณลองเอามาใช้สักข้อสองข้อดู แล้วคุณจะรู้ว่าทุกอย่างมีทางออกเสมอ...

Thursday, April 19, 2007

วันนี้คุณบอกรักใครบ้างหรือยัง

วันนี้คุณบอกรักใครบ้างหรือยัง
ในชีวิตของคนเรานั้นคงไม่มีใครมีบอกว่าไม่เคยมีความรักผู้เขียนก็เคยผ่านการมีความรักหลายรูปแบบตั้งแต่เด็กจนโตมาเจอทั้งความผิดหวังและสมหวังแต่ถ้าเราไม่เคยที่จะรักใครแล้วโลกนี้คงน่าเบื่อถึงแม้บางคนจะอกหักรักคุดก็จงรักเถิดเพราะว่าก่อนที่เรามีทุกข์นั้นก่อนหน้านี้เราก็เคยสุขมาก่อนไม่ใช่หรือ?
ความรักมีหลายรูปแบบ ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะมีความรักหลายๆอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกันด้วยซ้ำไป
**ความรักแบบพ่อแม่ลูก
**ความรักแบบหนุ่มสาว
**ความรักแบบเพื่อนแบบพี่น้อง
**ความรักแบบผู้ร่วมธุรกิจหรือผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วคุณเคยมีความรักแบบไหนบ้างหรือเปล่าเพราะคนเราเกิดมาแล้วถ้ารู้จักที่จะรักตัวเองและรักคนอื่นให้เป็นแล้ว
โลกนี้คงน่าอยู่อีกมาก

มีอะไรอีกเยอะแยะที่เรายังไม่ได้ทำหรือกำลังคิดที่จะทำให้ทำซะในวันนี้ก่อนที่จะต้องพูดว่า"เสียดาย"ที่ยังไม่ได้บอกรักใครเลยเพราะคนๆนั้นไม่ได้อยู่รอฟังคำว่ารักจากปากเราเองทั้งๆที่เขารอมาตลอดชีวิตที่จะได้ยิน คงมีหลายคนที่พลาดโอกาสดีๆที่จะบอกอาจเป็นเพราะไม่เข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายหรือคิดมากไป หรือประเภทพูดน้อยได้แต่มองตาก็คงได้แต่มองจนคนอื่นคว้าไปซะแล้ว น่าเสียดาย!!



มีใครบ้างที่ยังไม่เคยบอกรักพ่อแม่ตัวเองคงมีหลายคนที่รู้สึกว่ารักจากการกระทำแต่คำพูดไม่กี่คำพูดไม่ได้
มีบางคนเขินอายที่จะบอกรักพ่อแม่ อาจจะเป็นสมัยก่อนต่างต้องทำงานหนัก กว่าจะกลับเข้าบ้านลูกก็หลับแล้ว พอถึงวันพ่อหรือวันแม่ในปีๆหนึ่งลูกยังต้องรอลุ้นว่าวันนี้พ่อกับแม่จะทิ้งงานมาร่วมงานได้ไหม เพราะเราส่วนใหญ่ขาดความ
"ใส่ใจ"ซึ่งต่างจากคำว่า"เอาใจใส่"
เด็กเล็กๆบางคนไม่เคยร้องไห้ตามพ่อแม่เวลาพ่อแม่ไปทำงานเลยเพราะว่าติดพี่เลี้ยงมากกว่า
ที่จริงคำพูดที่ว่า"วันนี้คุณบอกรักกันหรือยัง"วันนี้คุณกอดคนที่คุณรักหรือยัง" เพราะคุณจะแน่ใจหรือว่าวันนี้เมื่อคุณออกจากบ้านไปทำงานแล้วคุณจะได้กลับมาหาคนที่บ้านหรือเปล่า
ส่วนในวัยหนุ่มสาว สมัยนี้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงทั้งลูกผู้หญิงและลูกผู้ชาย เราจะต้องรู้จักที่จะสอนให้เด็กรักให้เป็น ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและเป็นพลังใจให้ต่อสู้ในโลกใบนี้ แต่ก่อนที่เราจะรักใครนั้นเราต้องรักตัวเองซะก่อน เพราะชีวิตคนเราอย่าบอกว่าเรารักเขาคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้ ว่าคุณเกิดมาเพื่อใคร
มีหลายคนเมื่อรักกันใหม่ๆลืมคนที่อยู่รอบตัวเองหมดมีแต่คนที่ตัวเองรักพอผิดหวังก็เสียใจมากคิดฆ่าตัวตาย โดยหลงลืมไปว่าคนที่เรารักกับคนที่รักเรามากใครทั้งหมดคือ พ่อแม่ของเราเองท่านต้องทำงานหนักไม่ว่าจะเป็นงานอะไรที่ท่านทำเพื่อเรา และที่เสียสละทุกอย่างให้ลูกได้สมัยก่อนเคยได้ยินคนเก่าแก่ท่านเล่าให้ฟังว่า คนจนๆนะมีลูกหลายคนมีไข่ฟองเดียวต้มแล้วคลุกใส่กระติบข้าวเหนียวให้ทั่วๆจะได้กินได้หลายคนหรือถ้าลูกกินไม่อิ่มก็จะต้องเอาน้ำลูบท้องตัวเองเพื่อให้ลูกได้อิ่ม
เด็กสมัยนี้การเลี้ยงดูต่างไปจากเดิมเพราะวัตถุนิยมเข้ามาจนสังคมเปลี่ยนไปมากฐานะร่ำรวยแต่ไม่มีเวลาดูแลท่านต้องจ้างคนมาดูแล บางคนก็ทอดทิ้งให้หาเลี้ยงตัวเองที่ร้ายสุดบางคนยังเอาลูกหลานมาให้เป็นภาระท่านอีกด้วย
จนมีคนพูดว่า "พ่อแม่เลี้ยงลูกได้10คน แต่ลูกเลี้ยงพ่อแม่ไมได้" วัฒนธรรมไทยที่ถูกสั่งสอนกันมาเริ่มหายไปในสังคมบ้านเราเพราะไปเอาอย่างฝรั่ง วันนี้เรามาปลุกจิตสำนึกของความเป็นไทย ให้กลับคืนมา
สุดท้ายก็ฝากข้อคิดที่ว่าคุณรักตัวเองให้เป็นก่อนที่จะรักคนอื่น และเมื่อรักเป็นแล้วอย่าลืมรักษาความรักนั้นให้ยืนยาวด้วยการบอกรักคนที่เรารักทุกวันไม่มีใครที่จะเบื่อฟังคำว่ารักจากคนที่รักเราและคนที่เรารัก
อย่าลืมเตือนตัวเองหน้ากระจก เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพูดว่า"ฉันรักคุณค่ะ"หรือ"ผมรักคุณครับ"หนูรักพ่อกับแม่ค่ะ” แค่นี้โลกก็สดใสแล้วจริงไหม....

Tuesday, April 17, 2007

การสร้างความสุขให้กับตัวเองแบบง่ายๆ

คงไม่มีใครปฎิเสธว่าคุณไม่เคยรู้สึกโกรธ เกลียดท้อแท้เหงาเศร้าซึมอย่างไม่มีเหตุผลบางครั้งก็หาทางออกไม่ได้หรือบางทีแค่อยู่เฉยๆปัญหาก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
เราลองมาดูวิธีง่ายๆในการสร้างความสุขให้กับตัวเองโดยใช้จิตวิทยาเชิงบวก
วิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ 10ข้อ

1. การออกกำลังกายอาจจะเป็นการวิ่ง ว่ายน้ำ แม้กระทั่งการเดิน ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้เนื่องจากมีการหลั่งของสารที่เรียกว่าเอนโดรฟินส์ทำให้เรารู้สึกว่าสบายใจขึ้น และทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ผิวพรรณสดใส กล้ามเนื้อแข็งแรง


2. การเพิ่มพูนมิตรภาพ เราจะเห็นได้ว่าคนที่มีเพื่อนสนิทและเพื่อนที่คบหากันแบบธรรมดาๆมากกว่าคนทั่วไปจะเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าคนที่มีเพื่อนแค่คนเดียวหรือไม่มีใครเลย

3. ชื่นชมกับสิ่งต่างๆ การที่เรารู้สึกดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับการจดจ่ออยู่กับมันการใช้เวลานั่งนึกสิ่งดีๆในแต่ละวันแบบเงียบๆบ้างก็สามารถยกระดับความสุขได้


4. เปลี่ยนวิธีการหายใจเวลาที่คุณโกรธ โดยลองสูดหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ อย่างช้าๆ และผ่อนออกทางปาก แค่ไม่กี่นาที คุณจะรู้สึกว่า อารมณ์ร้ายๆของคุณจะค่อยๆหายไป


5. การสร้างเป้าหมายในอนาคต ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตตื่นเต้น มีสีสัน เท่านั้นแต่ยังทำให้คุณอดทนต่อปัญหาระยะสั้นๆได้ดีขึ้นด้วย

6. นอนหลับให้มากขึ้น คนส่วนใหญ่ควรนอน7-8 ชั่วโมงเพราะในสังคมปัจจุบันมักจะนอนกันไม่ค่อยพอ ทำให้ร่างกายอ่อนล้า จิตใจเซื่องซึมและฉุนเฉียวง่าย


7. การมองโลกในแง่ดี เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีนั้นจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า พบเจอแต่สิ่งที่เบิกบานในชีวิต สุขภาพแข็งแรง มีมิตรสหายมากมาย

8. เอาใจใส่ผู้อื่นบ้าง ไม่เพียงแต่ทำให้คุณลืมปัญหาของตัวเองได้เท่านั้นแต่ยังทำให้เรามีความสุขเมื่อเรารู้จักมอบความรักให้แก่กัน

9. การหัวเราะและการยิ้ม เป็นยาแก้เครียดที่ใช้ง่ายที่สุดเพราะอารมณ์ขันทำให้มีความสุข และการยิ้มแย้มให้กับคนรอบข้าง ดังคำพูดที่ว่าจงยิ้มเถิดแล้วโลกทั้งใบจะยิ้มให้คุณ


10. ทำให้มันสุดๆไปเลย การลงมือแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างจริงจังและตั้งใจทำมักทำให้ผลดีกว่าเสมอขอเพียงแค่ตั้งใจแก้ไขอย่างเต็มความสามารถและมั่นคงชีวิตคุณก็จะมีแต่ความสุข

ลองพยายามทำดูนะคะเผื่อว่าอาจจะไม่ต้องเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์หรืออย่างน้อยคนที่อยู่ใกล้เราที่สุดนั่นล่ะคือคนที่เราจะนึกถึงเป็นคนแรก
หรือถ้าเวลานั้นไม่มีใครก็นั่งหน้ากระจกแล้วยิ้มหรือหัวเราะกับตัวเองก็ไม่เลวนะ!!