Friday, January 11, 2008

คนหุ่นดีเขาทานกันอย่างไร


สวัสดีค่ะเราคุยกันถึงเรื่องโรคอ้วนกันไปแล้วทีนี้เรามาคุยกันเรื่องคนที่หุ่นดีๆเขาทำกันอย่างไร
คน "อ้วน" มักเข้าใจว่า คนผอมๆ หุ่นดีนั้นเกิดมามีบุญ กินอะไรก็กินได้ ไม่เห็นต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น
เพราะเห็นกินอะไรก็ไม่เห็นอ้วนกับเขาสักที
อยากให้สาวอ้วนง่ายทั้งหลายทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าคนที่อยากจะทานอะไรก็ทาน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนั้นมีน้อยมาก คนประเภทนี้โชคดีจริงในเรื่องหุ่นแต่หากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป โชคร้ายอาจตามมาทีหลังได้ เพราะการรับประทานอาหารไม่เลือก จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารผิดๆ มาตลอด อาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทีหลังได้ ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ดูเหมือนจะโชคดี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าเธอทานอะไรก็ไม่อ้วน แต่สิ่งที่เธอทานนั้น เธออาจเลือกอยู่ในใจแล้วก็ได้ว่าสิ่งไหนควรทาน หรือไม่ควรทาน

การรับประทานอาหารแบบที่เรียกว่า "เลือกรับประทาน เพื่อรักษาหุ่น หรือลดน้ำหนัก" เป็นเรื่องง่ายที่จะจำ ส่วนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำหรือเปล่า คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณเองด้วย

# ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อๆ คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น ก่อน 6 โมงเย็น นอกเหนือจาก 3 มื้อที่ว่าแล้วหากทนไม่ไหวจริงๆ ลองหาชาเขียวร้อนๆ ดื่มแก้ง่วงจะดีกว่า

#ไม่ควรรับประทานอะไร ขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ เช่น อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือขณะนั่งรถ ยิ่งทำบ่อยแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้คุณอ้วนเร็วขึ้น และ อ้วนแบบไม่รู้ตัว

#หัดเป็นตัวของตัวเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ อย่าปล่อยให้เพื่อนๆ หรือคนรักท้าทายคุณด้วย อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เป็นอันขาด

# ควรรับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ได้อย่างน้อย 10 ครั้งต่อคำ หากหิวมากๆ ควรอดใจสั่งอาหารเพียง 1 อย่าง ก่อนที่จะสั่งอย่างที่ 2 มาพร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะหิวแค่ไหน

#มองดูอาหารในจานว่าเป็นอาหารประเภทใด มีเนื้อสัตว์ และผักขนาดไหน จากนั้นควรเลือกทานผักให้หมดจานก่อนเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ ควรเขี่ยเนื้อสัตว์ออกนอกจานไปเลย

#หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือแกงกะทิ และน้ำอัดลมอย่างทุกชนิด หากทำได้ จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักเดิมให้คงที่ และสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย

#หากคุณชอบดื่มชา กาแฟ หรือโอวันติน ให้ดื่มเพียงวันละ 1 ถ้วย หรือดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย ทำได้หรือเปล่า

#หากคุณต้องการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมพร่องมันเนย หรือนมเปรี้ยว คุณควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

#เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่สาวๆ ชอบ แต่ถ้าอยากผอม ก็ไม่ควรทานเลย หรือทานได้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละชิ้นสองชิ้นก็พอ

#หลีกเลี่ยงการทานลูกอม บ่อยๆ เพราะลูกอมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะทานเล่นหรือเพื่อระงับกลิ่นปาก ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมทั้งนั้น

#ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องรับประทานอาหาร 1 จานต่อ 1 มื้อเท่านั้น

#ฝึกรับประทานผลไม้มากๆ ส่วนผลไม้ต้องห้ามคือผลไม้ที่มีรสหวาน มีแคลอรี และปริมาณน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ละมุด ลำไย ขนุน

#ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว

ยังมีอีกหลายวิธีที่สาวหุ่นดีใช้ในการเลือกรับประทานอาหาร อย่าลืมว่า หากคุณสามารถทำได้ตามที่แนะนำข้างต้น เชื่อว่า อีกไม่นาน หุ่นของคุณจะสวยงามขึ้น และนิสัยการรับประทานของคุณก็จะเปลี่ยนไป หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เร็วขึ้น การออกกำลังกายควบคู่กันไป จะยิ่งช่วยคุณให้หุ่นดีได้ แต่อย่าลืมทำจิตใจให้สบายด้วยเพราะสุขภาพกายและจิตใจต้องไปด้วยกัน
อ่านจบแล้วลองดูภาพน่ารักๆด้านล่างซิคะ

Thursday, December 27, 2007

วันนี้"โรคอ้วน"มาเยือนท่านแล้วหรือยัง

โรคอ้วน :



คงไม่ต้องคิดมาก ว่าทำไมจึงอ้วน เพราะส่วนใหญ่การที่คนใดคนหนึ่งจะอ้วน แสดงว่าคนนั้นได้รับประทานอาหารเข้าไปมากกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด จึงมีการสะสมสิ่งที่เหลือเป็นไขมันอยู่ตามร่างกาย จนกลายเป็นโรคอ้วน

สาเหตุของโรคอ้วน
1.การรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำจะให้น้ำหนักเกิน
2.โรคต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากร่างกายเผาผลาญอาหารน้อยลง โรค cushing ร่างกาย7.สร้างฮอร์โมน cortisol มากทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมัน ฮอร์โมนนี้อาจจะมาจากร่างกายสร้างเอง หรือจากลูกกลอน ยาแก้หอบ ยาชุด หรือร่างกายสร้างขึ้นเนื่องจากเนื้องอกต่อมหมวกไต
3.ยา ยาบางชนิดทำให้ความอยากอาหารเพิ่ม เช่นยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า tricyclic antidepressant,phenothiazine ยาลดความดัน beta-block
4.กรรมพันธุ์ จะพบว่าบางครอบครัวจะอ้วนทั้งหมดซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่
5.วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหารซึ่งเห็นได้ว่าบางชาติจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากอาหารของชาตินั้นนิยมอาหารมันๆ
6.ความผิดปกติทางจิตใจทำให้รับประทานอาหารมาก เช่นบางคนเศร้าแล้วรับประทานอาหารเก่ง
7.การดำเนินชีวิตอย่างสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย และขาดการออกกำลังกาย มีรถยนต์ มีเครื่องทุ่นแรง มีทีวีรายการดีๆให้ดู มีสื่อโฆษณาถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนตั้งแต่ในวัยเด็ก รวมถึงการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่


โรคอ้วนเสี่ยงต่อโรคใดบ้าง
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจขาดเลือด
- โรคคอเลสเตอรอลสูงในเลือด
- โรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด
- โรคเบาหวาน
- โรคนิ่วในถุงน้ำดี
- กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ
- ระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สะดวก
- โรคที่เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ

วิธีลดน้ำหนัก

1. รับประทานอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน หมายถึงกิจกรรมแต่ละวันเหมือนเดิม แต่รับประทานให้น้อยลงท่านต้องพยายามตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักเอาไว้
น้ำอัดลมที่รับประทานประจำก็เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า ขนมหวานก็เปลี่ยนเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด ไม่รับประทานของจุกจิกระหว่างมื้อ การรับประทานแต่ละคำพยายามเคี้ยวให้ละเอียด อย่ารับประทานคำใหญ่ๆ และด้วยความรวดเร็ว



2. ออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานให้มากกว่าที่เข้าไปแต่ละวัน หมายถึงรับประทานอาหารเท่าเดิมแต่ออกกำลังกายให้มากขึ้น



การลดน้ำหนักของท่านอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะโปรแกรมการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักจะลดในส่วนที่เป็นน้ำภายในร่างกาย และการจำกัดอาหารบางครั้งทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นพวกวิตามิน หรือโปรตีนที่จำเป็น ตลอดจนหากออกกำลังกายอย่างมาก เพื่อพยายามลดน้ำหนักให้เต็มที่อย่างรวดเร็ว จะไม่อยู่ในวิสัยของคนทั่วไปที่จะทำได้ตลอดไป ดังนั้น น้ำหนักก็จะกลับขึ้นมาอีกหลังจากหมดโปรแกรมนั้นๆ แล้ว



วันนี้ขอแนะนำการรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet)
เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin) ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายด้วย
ยังช่วยลดความอยากอาหาร ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง

โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว

ใครที่กำลังอยากลดน้ำหนักหรือความอ้วน ลองเอาวิธีทานอาหารแบบเน้นโปรตีนไปใช้ดูซิคะอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะได้ผลโดยไม่ต้องลดหรืออดอาหารจนหน้าเหี่ยว หรือไม่อยากเป็นคนอ้วนเหมือนรูปข้างล่างนี้ต้องรีบปฏิวัติตัวเองโดยด่วน!!!

Wednesday, December 26, 2007

มารู้จักโรคตับอักเสบบีกันเถอะ

วันนี้มีความรู้เรื่องโรคตับอักเสบบีที่พบกันบ่อยบางคนอาจสงสัยว่าโรคนี้ติดต่อกันได้อย่างไรมีอาการแสดงของโรคแบบไหนตลอดจนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเป็นโรคแล้วอย่างไรก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันก่อนนะคะ


ตับอักเสบบี คือ การอักเสบของเซลล์ตับอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (HBV) การอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดผังผืด ตับแข็งและมะเร็งตับได้




ไวรัสตับอักเสบบี มีความสำคัญกับเราหรือไม่

ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศไทย ่โรคนี้เมื่อเป็นแล้วก่อให้เกิดอันตรายที่สำคัญตามมาได้แก่ ตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งของตับ พวกที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี มีโอกาสเป็นมะเร็งตับมากกว่าพวกที่ไม่ได้เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี ถึง 223 เท่า อัตราความชุกในประชาชนทั่วไปประมาณร้อยละ 8-10 คนที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ บี มีประมาณ 5 ล้านคนในประเทศไทย สำหรับผู้ที่เป็นพาหะของโรค โอกาสที่จะกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบให้หมดไปมีน้อย พบร้อยละ 1-2 ต่อปี โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าวิตก ทำให้เกิดการเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตได้ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องหาวิธีการควบคุมและป้องกันที่เหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร

การติดต่อของโรคนี้ติดต่อกันได้ ที่สำคัญมี 4 ทาง คือ

1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคนี้ ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้คนไข้



2. ติดต่อทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี มีโอกาสจะติดต่อกันได้ง่าย เพราะการรับประทานอาหารของคนไทยมักจะลืมใช้ช้อนกลาง ทำให้มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย



3.ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคนี้ได้ โดยไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์ การสัก เจาะหู หรือการฝังเข็ม โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง การได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดที่ไม่จำเป็นก็อาจเป็นสาเหตุได้แต่พบได้น้อยมากในการตรวจกรองของธนาคารเลือดในปัจจุบัน



4. ติดต่อจากมารดาสู่บุตร การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่ ควรให้วัคซีนแต่ทารกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้เกือบร้อยละ100



อาการของโรคแบ่งเป็น3ระยะ
1. ตับอักเสบเฉียบพลับ
ในประเทศไทยผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันราว 1/3 เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหารตามด้วยคลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา จากตับที่โตแล้วจึงสังเกตว่าปัสสาวะเข้ม ตาเหลืองในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบบี ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติพร้อมกับร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบ บี มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกไปจากร่างกายได้เป็นตับอักเสบเรื้อรังและน้อยกว่าร้อยละ 1 อาจเกิดอาการตับวายได้
2.ตับอักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี พบความผิดปกติในการทำงานของตับ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่มีการอักเสบและการทำลายเซลล์ตับมากๆ โรคจะดำเนินต่อไปทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพลง จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด

3.ตับแข็ง
ซึ่งมักมาพบแพทย์จากอาการแทรกซ้อน เช่น เท้าบวม ท้องบวม อาเจียนเป็นเลือด หรืออาจกลายเป็นมะเร็งตับ



การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ บี สามารถกระทำได้โดย

1. การตรวจการทำงานของตับโดยการหาเอ็นไซม์ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์ตับที่อักเสบ คือ SGOT (AST) และ SGPT (ALT) ปกติระดับเอ็นไซม์สองตัวนี้จะน้อยกว่า 40 ถ้าสูงผิดปกติบ่งบอกถึงการอักเสบของตับ


2. การตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
ซึ่งมีการตรวจทั้งการหาแอนติเจนของไวรัส และการตรวจทางน้ำเหลืองซึ่งถ้าให้ผลบวกแสดงถึงการติดเชื้อที่มีการแบ่งตัวของไวรัสอย่างรวดเร็วมีปริมาณไวรัสมาก นอกจากนี้อาจมีการตรวจหาไวรัสด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสในเลือด ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่า และสามารถบอกปริมาณจากไวรัสได้

3. การตรวจพยาธิสภาพของตับโดยการใช้เข็มเล็กๆ เจาะดูดเอาเนื้อตับชิ้นเล็กๆ ออกมาตรวจ การตรวจนี้จะมี ประโยชน์มาก ในการประเมินความรุนแรงของตับอักเสบ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและการพยากรณ์โรค

4. การตรวจทางรังสีวิทยา
เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อาจ ได้ประโยชน์ในการประเมินว่ามีตับแข็งหรือก้อนผิดปกติในตับหรือไม่

การรักษาและการปฏิบัติตัว

1. ผู้ป่วยที่มีอาการการแก้ตับอักเสบเฉียบพลัน จะค่อย ๆ ทุเลาขึ้นเองเมื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารให้พอเพียง ผู้ป่วยบางรายเข้าใจว่าการดื่มน้ำหวานในปริมาณมาก ๆจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะน้ำตาลจะไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ และอาจทำให้ตับโตจุกแน่นกว่าปกติ



2. ส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรังจะไม่แสดงอาการ แพทย์จะใช้อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งเป็นยาฉีด โดยใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 4 - 6 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล นอกจากนั้นอาจใช้ยารับประทาน ลามิวูดีน มีผลข้างเคียงน้อยกว่า อย่างไรก็ตามการรับประทานยานานๆ อาจมีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้และที่สำคัญคือทั้งยารักษาอินเตอร์เฟอรอน และลามิวูดีนใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่การทำงาน ของตับเป็นปกติหรือกลุ่มพาหะ




3. ผู้ป่วยควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งในตับอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรังพบว่าการดื่มสุราทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ในตับอักเสบเรื้อรังยังทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพจนเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับเร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกตัวจะถูกทำลายที่ตับ การใช้ยา ต่างๆ จึงควรระมัดระวังและควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าเป็นตับอักเสบอยู่ด้วย การใช้ยาสมุนไพร หรือยาสามัญประจำบ้านต่างๆ อาจทำให้โรคลดลงได้
หมั่นตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แม้แต่ในผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรได้รับการตรวจเป็นระยะ ๆอย่างน้อยทุก 4-6 เดือน เพราะบางครั้งจะมีการอักเสบเกิดขึ้นได้ ในผู้ป่วยที่เป็นชาย อายุมากหรือมีตับแข็งร่วมด้วย ควรติดตามเป็นระยะๆ เพื่อตรวจหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มต้น และต้องออกกำลังกายด้วย
สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การรับประทานยาคุมกำเนิดจะ ไม่ส่งผลกระทบต่ออาการของโรค และผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี สามารถตั้งครรภ์ได้



ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ทั้งที่ทำจากเลือดและผลิตโดยกรรมวิธีพันธุวิศวกรรม โดยฉีดวัคซีน 3 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยมีระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ประมาณ 1 เดือน ส่วนเข็มที่ 3 ควรห่างจากเข็มแรก 6 เดือน ซึ่งวิธีนี้ได้รับความนิยมมากกว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกับปกติจะเกิดภูมิต้านทานสูงถึงร้อยละ 90 - 95 หากฉีดครบแล้วไม่มีความจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก เพราะเชื่อว่ามีภูมิต้านทานตลอดชีวิต
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้วขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงสวัสดีปีใหม่ค่ะ

Saturday, September 15, 2007

โยคะใบหน้าอำลาริ้วรอย

โยคะใบหน้า อำลาริ้วรอย


โยคะใบหน้า เป็นการนวดหน้าที่มีระบบ มีการกดจุด พร้อมกับการหายใจเข้า-ออก เพื่อช่วยผ่อนคลายให้กับผิวหน้า ทำให้ริ้วรอยจางลง การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น คงความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวตึงตัวไม่หย่อนคล้อย
เริ่มบริหารใบหน้าด้วยโยคะกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อชะลอความเสื่อมโทรมของผิวให้ช้าลง
ความเปล่งปลั่งสวยงามจะได้อยู่กับคุณนานเท่านาน เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าและทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยให้การลูบผิวเพื่อการทำโยคะหน้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น...

1. ยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของใบหน้า ทำท่าละ 3-5 ครั้ง โดยช่วงที่กดลูบให้หายใจเข้า เมื่อปล่อยให้หายใจออก
หน้าผาก ยืดกล้ามเนื้อโดยใช้นิ้วชี้กดตรงโคนผมเพื่อให้ผิวยืด จากนั้นใช้นิ้วกลางหรือนิ้วนางกดลูบผิวลงมาบริเวณหน้าผากช้าๆ

ระหว่างคิ้ว ใช้นิ้วที่ถนัดวางที่หว่างคิ้ว กดเบาๆ แล้วลูบออกไปด้านข้าง ระวังอย่ากดแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดรอยช้ำได้

จมูก ลูบบริเวณสันจมูกจากบนลงล่าง จากนั้นลูบออกด้านข้างตามแนวของกล้ามเนื้อ

รอบดวงตา กดที่หัวตาเบาๆ แล้วลูบออกไปทางด้านข้าง ทั้งด้านบนและด้านล่าง

รอบริมฝีปาก ใช้นิ้วกดเบาๆ ที่มุมปาก ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของอีกมือหนึ่งค่อยๆ ลูบออกไปทั้ง 4 ทิศทาง คือ เฉียงขึ้นไปทางไรผม ด้านข้างตรงไปถึงติ่งหู เฉียงลงทางขากรรไกร และลงไปที่ปลายคาง ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง
คอและคาง วางมือบนปุ่มกระดูกไหปลาร้า แล้วลากมือเฉียงผ่านลำคอขึ้นไปข้างๆ ใบหน้าจนถึงหู จากนั้นวางมือบริเวณกระดูกขากรรไกร ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางนวดแนวกระดูกขากรรไกรจากคางขึ้นไปถึงหู


2. เมื่อยืดกล้ามเนื้อใบหน้าเสร็จแล้ว ให้ออกกำลังกล้ามเนื้อใบหน้าต่อ โดยพยายามเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ให้มากที่สุด
หน้าผาก ย่นหน้าผากขึ้นเต็มที่ ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วปล่อย ทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง

รอบดวงตา หยีตาหรือหลับตาปี๋ให้เต็มที่

ริมฝีปาก ยิ้มเต็มที่แบบสุดๆ

จมูก ย่นจมูกให้อวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าย่นเข้าหากัน




เมื่อออกกำลังกล้ามเนื้อใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ต่อด้วยการยืดกล้ามเนื้อตลอดทั้งลำตัว
เพื่อให้เป็นการจบที่เสร็จสมบูรณ์ค่ะ

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเมื่อมีความเครียด

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเมื่อมีความเครียด


ร่างกายเราต้องการอาหารเหมือนกับรถยนต์ต้องการน้ำมันเพื่อใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน แต่ในความเร่งรีบของชีวิตประจำวันอาจทำให้หลายคนไม่ได้พิถีพิถันกับการเลือกอาหาร คิดแค่ว่ากินอะไรก็ได้เพื่อให้มีแรงทำงาน โดยไม่ใส่ใจว่าอาหารนั้นให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์หรือไม่

บางคนดำรงชีวิตระหว่างชั่วโมงทำงานที่เคร่งเครียดด้วยกาแฟนับสิบถ้วย ขนมหรือของว่างตามแต่จะหาได้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวันจึงจบด้วยอาหารมื้อใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องรีบเข้านอนเพื่อจะตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมที่เร่งรีบในวันต่อไป แต่บางครั้งความเครียดที่สะสมมาทั้งวันหรืออาหารมื้อใหญ่ที่เพิ่งผ่านไป กลับส่งผลให้เกิดปัญหานอนไม่หลับ ซ้ำยิ่งทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น หากดำรงชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สุขภาพคงค่อยๆ เสื่อมถอยลดลง

เมื่อมีความเครียดร่างกายจะมีการนำสารอาหารหลายชนิดไปใช้ในการสร้างฮอร์โมน เพื่อช่วยในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ และยังมีการขับสารอาหารบางชนิดออกทางปัสสาวะมากขึ้นด้วย จึงทำให้มีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น และหากมีความเครียดสะสมเป็นเวลานานด้วยอีก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอ ทำให้เจ็บป่วยง่าย จึงเป็นเรื่องที่ควรรู้ถึงสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเครียด

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเครียด
วิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงต่อการคลายความเครียด พบมากในผักใบเขียว ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ธัญพืช นม ไข่ และอาหารทะเล

วิตามินซี ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบมากในผลไม้โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง และในผัก เช่น พริก บล็อกโคลี มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักใบเขียว แตงต่างๆ

วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบมากในถั่วเปลือกแข็ง งา จมูกข้าวสาลี

โปแตสเซียม ช่วยในการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิต และจำเป็นสำหรับการส่งสัญญานประสาททุกชนิด พบมากในอาหารจากพืช เช่น ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผลไม้แห้ง มันฝรั่ง มะเขือเทศ และผลไม้ โดยเฉพาะกล้วยและส้ม

แมกนีเซียม มีหน้าที่ช่วยในการส่งสัญญานประสาท พบมากในข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบเขียว

สังกะสี มีหน้าที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พบมากในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ตับ ไข่แดง นม ธัญพืช และอาหารทะเล

จะเห็นว่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ต่อสู้กับความเครียด มีอยู่ในอาหารทั่วๆไปที่หาซื้อได้ง่าย หากท่านยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็แนะนำให้ลองดูตัวอย่างเมนูอาหารคลายเครียดด้านล่าง

ตัวอย่างเมนูคลายเครียด

อาหารเช้า น้ำเต้าหู้ใส่เครื่องโรยงาหรือจมูกข้าวสาลี + ผลไม้สด
หรือ แซนวิชทูน่า(ทำจากขนมปังโฮลวีท) + นม/โยเกิร์ตชนิดพร่องไขมัน + ผลไม้สด/น้ำผลไม้

อาหารกลางวัน ข้าวราดผัดกระเพรา + ผลไม้ปั่น/สมูทตี้
หรือ เย็นตาโฟ/บะหมี่หมูแดง + เต้าฮวยฟรุ้ตสลัด

อาหารว่างบ่าย ถั่วลิสงต้ม/อบ หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ หรือกล้วยปิ้ง หรือผลไม้สด หรือนม/โยเกิร์ต
ชนิดพร่องไขมัน

อาหารเย็น ข้าวต้มปลา + ผลไม้สด
หรือ ข้าว + แกงส้มผักรวมใส่กุ้ง + ไข่เจียว +ผลไม้สด



บางท่านอาจมีงานยุ่งจนแทบหาเวลากินไม่ได้ หรือทำงานที่ต้องเดินทางตลอด ทำให้บางช่วงอาจไม่สามารถแวะหาของกินได้ หากเป็นเช่นนี้การหาอาหารมีประโยชน์และไม่เสียง่าย ติดไว้ในที่ทำงานหรือในรถเพื่อกินรองท้องแทนขนมหวานชนิดต่างๆ อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น
แครกเกอร์โฮลวีท ถั่วชนิดต่างๆ นมพร่องไขมันชนิดยูเอชทีหรือสเตอริไรส์ น้ำผลไม้ชนิดยูเอชที เป็นต้น และเมื่อทำธุระต่างๆ เสร็จสิ้นแล้วก็อย่าลืมหาอาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ไม่ติดมันชนิดต่างๆ และผลไม้สดกินเพิ่มเติมในปริมาณที่เหมาะสม
เพียงเท่านี้ท่านก็ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้พลังงานแก่ร่างกาย มีประโยชน์ช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน(ทั้งนี้ควรงดอาหารหวานจัด
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการสูญเสียสารอาหารต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น)

Friday, September 14, 2007

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด



ธรรมชาติคือความสมดุล
สุขภาพที่ดีต้องประกอบด้วยความสมดุลของการกิน พักผ่อน และออกกำลังกาย หมายถึงมีความพอดี สอดคล้อง ไม่หักโหมไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมากเป็นพิเศษ คนรักตัวเองฟังแล้วอาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินการปฏิบัติ เพียงแค่เพิ่มความใส่ใจและมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตอีกหน่อยเท่านั้น

* การกิน คนเราต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อจึงควรบริโภคอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่คาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน นอกจากนี้ยังควรได้รับไฟเบอร์หรือเส้นใย น้ำ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่เพียงพอต่อการนำไปใช้ การบริโภคมากกว่าการนำไปใช้ย่อมทำให้เกิดการสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน

* พักผ่อน กินเพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารที่ต้องการอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายยังต้องการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย ในเมื่อทำงานมาตลอดวัน รีดออกมาทั้งพลังสมองและกำลังกาย พอตกค่ำก็ต้องนอนหลับให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การทำงานหนักแต่นอนน้อยจึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมและไม่ผอม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนจะเร่งการเผาผลาญมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกหิวกว่าปกติ และกระหายน้ำตาลจนน่ากลัวในวันรุ่งขึ้น

* ออกกำลังกาย รู้ดีว่าการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์กับสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ สร้างความกระฉับกระเฉง สดใส มีความสุข ร่างกายแข็งแรง นอนหลับสบาย และช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง

การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ช่วยเพิ่มอัตราการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นรำ หรือกระโดดเชือก เพื่อบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกนานครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง การออกกำลังกายประเภทที่ 2 ได้แก่ การบริหารความแข็งแกร่ง ได้แก่การยกน้ำหนักและเวทเทรนนิ่งต่างๆ ประเภทสุดท้ายคือ การฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย ได้แก่ การฝึกโยคะ พิลาทิส ฟิตบอล และไทชิ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น คล่องแคล่ว สงบ และมีสมาธิ

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กล่าวไว้ข้อหนึ่งว่า วิธีลดความอ้วนด้วยธรรมชาติบำบัด ที่สำคัญคือ ต้องออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร ก่อนจะแนะนำสูตรควบคุมอาหาร ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามแต่ความถนัดของแต่ละคน

1. ไม่กิน(ข้าว) มื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ

2. อดอาทิตย์ละวัน เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก

3. อดด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน วิธีการคล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด
ติดต่อกัน 3 วัน

4. อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม

5. กินเนื้อกับผัก สูตรนี้เข้าข่ายการกินแบบ “พร่องแป้ง” หรือ “โลว์-คาร์บ(Low-Carb)” คือกินได้ทุกอย่าง โดยแตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุด โดยกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อ

แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพเดียวกับภาวะอดอาหาร จนต้องไปดึงพลังงานส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้มาใช้ก็จริง แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วย
ใช้ทั้ง 5 วิธีผสมผสานกันก็ได้ แต่ควรคำนึงว่าผักและผลไม้ที่จะกินควรมีความใหม่สดและผ่านการล้างอย่างสะอาดดีแล้ว ส่วนจะกินแบบนี้อยู่นานแค่ไหนก็ให้ติดตามจากผลของน้ำหนักตัวว่าได้ตามที่ต้องการแล้วหรือยัง เมื่อพอใจแล้วก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มแป้งทีละนิด อย่างไรก็ตามแม้จะกลับมากินเหมือนเดิมแล้ว ก็ยังควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสกัดไม่ให้ไขมันกลับมาพอกพูนใหม่ได้ง่ายๆ อีก

สำหรับสัดส่วนของอาหารปกติหลังจากเข้าโปรแกรมกินเนื้อ-กินผักแล้วนั้น ควรเป็นการกินตามแนวธรรมชาติบำบัดคือ แต่ละวันกินข้าวกล้อง 3 มื้อ ผักสด 2 จาน ผลไม้ 2 ผล(ขนาดเท่ากับผลแอ็ปเปิ้ล) น้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว กินเนื้อสัตว์วันละไม่เกิน 1 ฝ่ามือ อาหารไขมัน(จำพวกผัดและทอด) วันละไม่เกิน 2 อย่าง พร้อมๆ กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม มีรูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้น



เคล็ดลับการกินของสาวหุ่นดี* เพิ่มผัก ถ้าอยากผิวสวยและรูปร่างฟิตเฟิร์มแบบ น้องฟ้า-นาตาลี เกลโบวา อดีตมิสยูนิเวิร์ส หวานใจ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ต้องเพิ่มผักทุกมื้อ นาตาลีบอกว่าไม่ว่าจะเป็นผักดิบหรือผักสุกก็มีแคลอรีน้อย แต่กินพื้นที่ในกระเพาะมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยระบบการย่อย และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

* วันละ 2 มื้อ ซูเปอร์โมเดล ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เผยเคล็ดลับในการกินรักษาเชฟว่า จะไม่กินอะไรหลังหกโมงเย็น ลูกเกดเริ่มวันด้วยมื้อเช้า เธอชอบดื่มน้ำผัก-ผลไม้ที่คั้นแยกกากกับขนมปังโฮลวีต มื้อกลางวันสามารถกินได้ตามต้องการ แต่ถ้าเลือกได้จะกินก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเบาท้องกว่าข้าว นับๆ ดูแล้วลูกเกดจึงกินเป็นเรื่องเป็นราวแค่วันละ 2 มื้อเท่านั้น


กำลังลด ต้อง ‘งด’ ก่อน* ข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะข้าวสวย ข้าวเหนียว ข้าวต้ม แม้แต่ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ตอนที่กำลังลด ต้องงดก่อน ได้น้ำหนักที่พอใจเมื่อไหร่ค่อยกลับมากินข้าวกล้อง

* แป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะขัดขาวหรือไม่ขัดขาว นอกจากนี้ไม่เฉพาะขนมปัง แต่ยังรวมถึงขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า และวุ้นเส้นด้วย

* น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งน้ำตาลเทียม ซึ่งแม้จะไม่ให้พลังงานแต่ก็จัดเป็นอาหารขยะประเภทหนึ่ง เมื่อกินเข้าไปก็รังแต่จะไปเพิ่มภาระให้ร่างกาย ทำให้รู้สึกหิวบ่อยยิ่งขึ้น

* ผลไม้ทุกชนิด แม้ผลไม้หลายชนิดจะไม่มีรสหวาน แต่ก็ประกอบด้วยแป้ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เช่นเดียวกับข้าว ซึ่งแม้ไม่หวานแต่ก็มีแป้งมาก

* ถั่วทุกชนิด ถั่วประกอบด้วยโปรตีน 1 ส่วน แป้งอีก 1 ส่วน การกินถั่วมากๆ จึงเพิ่มปริมาณแป้งให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว ช่วงที่กำลังลดให้ได้น้ำหนักตัวที่พอใจจึงควรเลี่ยงถั่วทุกชนิด รวมทั้งน้ำเต้าหู้ด้วย อย่างไรก็ตามเต้าหู้ ซึ่งผ่านกระบวนการที่สกัดแป้งออกไปหมด เหลือเพียงส่วนของโปรตีนล้วนๆ นั้นสามารถกินได้

* นม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด แม้จะเป็นนมจืด หรือเพลนโยเกิร์ต เพราะในนมวัวมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบอยู่ ส่วนนมพร่องไขมันนั้นก็ถูกนำไขมันออกไปเพียงส่วนเดียว ยังเหลือคอเลอเตอรอลสูงๆ และไขมันอิ่มตัวที่ทำให้อ้วนได้อยู่ ช่วงนี้ควรงดไปก่อน



เห็นไหมคะว่าการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัดทำไม่ยาก ไม่ต้องอดจนหิวไส้กิ่ว ไม่ต้องใช้เงิน ยา หรืออาหารเสริมลดความอ้วนเลย แค่ปฏิบัติตามสูตรเพื่อรูปร่างแข็งแรงและสุขภาพที่ดีขึ้น มีข้อดีมากมายอย่างนี้จะไม่ทดลองลดกันดูบ้างหรือคะ

Tuesday, September 11, 2007

โลหิตจาง

โลหิตจาง

อาการทั่วๆไปของคนที่โลหิตจาง อาการทั่วไปเหล่านี้จะมีเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคโลหิตจางชนิดไหน

1. ความเหนื่อยเพลีย ความเหนื่อยเพลียเช่นนี้ คุณจะรู้สึกว่าเป็นอาการผิดสังเกต คือจะไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจึงเหนื่อยหรือเพลียง่ายๆเช่นนั้น

สมมติว่าคุณลองไปวิ่งระยะไกลสัก 3 หรือ 5 กม. พอวิ่งไปครบระยะทางที่ต้องการ คุณรู้สึกเหนื่อยเหงื่อแตกโทรม หัวใจเต้นแรง คุณรู้สึกอยากจะนั่งพักลงสักนิด

นั่นถือว่าเป็นการเหนื่อยเพลีย ตามธรรมดา คนที่ร่างกายแข็งแรง เวลาออกแรงหรือเล่นกีฬาเหงื่อก็ต้องออก หัวใจก็ต้องเต้นแรง อยากจะพักสักนิด เอาเป็นไรไปก็นั่งพักหน่อยเดียวก็จะหายเหนื่อย

แต่คนที่เริ่มออกวิ่ง วิ่งไปได้สัก 100 เมตรก็หายใจไม่ออก หน้าเขียว ต้องนั่งสักพักแล้วก็ทำท่าจะเป็นลม

หรือบางทีตอนเช้าจะต้องรีบไปทำงาน จะตื่น 6 โมงเช้า แต่พอลืมตาขึ้นก็ลุกไม่ไหว

สองตัวอย่างนี้เป็นการเหนื่อยเพลียซึ่งผิดปกติ ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ ให้คิดดูก่อนว่าคุณอาจจะเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า

2. หายใจไม่ออก หรือหอบหืดระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย

3. ปวดหัวเวียนหัว อาจจะเป็นบ่อยประจำทุกๆวัน หรือแม้แต่อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นบ่อยด้วย

4. นอนไม่หลับ

5. ผิวซีดหรือค่อนข้างเหลือง ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือ ดูเหมือนเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย

6. เบื่ออาหารและช่องท้อง-กระเพาะลำไส้มีอาการผิดปกติ

ถ้าอาการต่างๆเหล่านี้มีสัก 5-6 รายการพร้อมๆกัน ก็ค่อนข้างจะแน่นอนว่าคุณเป็นโรคโลหิตจาง
หรือลองไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลหรือคลินิกขอตรวจเลือดดูค่ะ





สำหรับ ผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไป ถ้ามีอาการเหมือนที่ระบุไว้ข้างบนนี้สัก 4-5 ข้อขึ้นไป คุณก็คงมีอาการเริ่มเป็นโลหิตจางแล้ว ทั้งๆที่ก่อนจะตั้งครรภ์คุณก็แข็งแรงดี

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเมื่อคุณเริ่มตั้งครรภ์นั้น คุณแม่จะกินหรือพักผ่อนอย่างใด ก็เหมือนกับคุณต้องทำให้คน 2 คนในคนคนเดียว คือ คนเดียวต้องเลี้ยงดูสองคน เลือดในตัวก็ต้องแบ่งให้ลูกในท้องด้วย กินไม่พอ พักผ่อนไม่พอ นอกจากแม่จะเลือดน้อยแล้ว ลูกในท้องก็จะพลอยเลือดน้อยตามแม่ไปด้วย

แล้วจะแก้อย่างไรดีเล่า เริ่มต้นก็ต้องแก้ที่อาหารก่อน โรคโลหิตจางทั่วๆไป มักจะเป็นเพราะ ขาดสารอาหารประเภทโปรตีนและวิตามิน-แร่ธาตุ

ถ้าคุณกินอาหารตามสูตรชีวจิตตลอดมา คุณคงจะไม่เป็นโรคโลหิตจาง แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารชีวจิตก็ขอให้เริ่มกินเสียแต่เดี๋ยวนี้

อาหารชีวจิต
ตามสูตรปกติ กินข้าวประเภทไม่ขัดขาว (ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) 50% ของปริมาณอาหารหนึ่งมื้อ ผัก 25% โปรตีนจากพืช (ถั่วเหลือง-ถั่วอื่นๆ+ผลิตผลจากถั่ว เต้าหู้และปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง) ปริมาณ 15% และเบ็ดเตล็ด 10%

คนเป็นโรคโลหิตจาง ข้าวอาจจะมากไปหน่อย จึงขอให้ลดข้าวและเพิ่มผัก เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น

ฉะนั้น ให้ลดข้าวเหลือ 30% ผักเพิ่มเป็น 35% โปรตีนเพิ่มเป็น 25% (และปลาเพิ่มได้เป็นอาทิตย์ละ 5 ครั้ง) ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเป็น 10% ตามเดิม

ตามสูตรอาหารชีวจิตที่แนะนำนี้ อาจจะเลือกเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กโฟลิค แอซิดและ B12 คือ หอย ปลา ถั่วต่างๆ แอส-ปารากัส ข้าวโอ๊ต แครอต แคนตาลูป ฟักทอง อา-โวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพีช อินทผลัม-กล้วยตาก จมูกข้าว (ข้าวสาลีและข้าวเจ้า)

นอกนั้นก็ขอแนะนำวิตามินและแร่ธาตุต่างๆชนิดที่สกัดเป็นเม็ด คือ เหล็ก วิตามิน E โฟลิค แอซิด วิตามิน B12, B6 และแมกนีเซียมกินจนรู้สึกว่าอาการทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งก็จะตกอยู่ ระหว่าง 4-6 อาทิตย์ และเมื่ออาการดีขึ้นจน รู้สึกว่าอยู่ตัวแล้ว
จะหยุดกินวิตามินก็ได้ค่ะ
สาระน่ารู้ดีๆเหล่านี้ลองบอกเล่าให้คนที่เรารู้จักใกล้ๆตัวเราก็ได้นะคะ

Saturday, September 8, 2007

อยู่เป็นคู่อย่างไรเมื่อนิสัยต่างกัน

อยู่เป็นคู่อย่างไร เมื่อนิสัยต่างกัน



เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่มีใครคิดฝันว่าเมื่ออยู่กันไปนานๆ แล้วจะเกิดปัญหาตามมา
ต่างคิดถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแต่ในความเป็นจริงของชีวิต
ความยากลำบากของชีวิตคู่ที่อยู่ด้วยกัน จนเป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต คือ


ความขัดแย้งกันระหว่างสามีภรรยา
ที่พบบ่อยมากที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีคู่ไหนหลีกหนีปัญหาข้อนี้ไปได้พ้น คือ
ความขัดแย้งของการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในการใช้ชีวิตประจำวัน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนสองคนที่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ล้วนมีที่มาแต่ต่างกันแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่การอบรมเลี้ยงดู การศึกษา การคบหาสมาคมกับเพื่อน
แต่ละคนต่างมีที่มาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ด้วยกันย่อมมีความแตกต่างกัน
ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน เช่นเรื่อง
อุปนิสัยส่วนตัว บางคนมีอุปนิสัยใจคอเป็นคนใจร้อน
อยากได้อะไรต้องเอาให้ได้ดังใจทันที ถ้าช้านิดหน่อย จะโกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ
อุปนิสัยแบบนี้ ตอนจีบกันอยู่ อาจไม่เคยหลุดออกมาให้ดูให้เห็น
เพราะไม่มีโอกาสที่จะพบเหตุการณ์ ที่แสดงความใจร้อนออกมา
แต่พอมาอยู่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆทุกวันทุกคืน
จะฝืนตัวเองยังไงไม่ให้ความใจร้อนหลุดออกมาบ้างเลยก็คงยาก
คนที่เป็นคู่ชีวิตอยู่ด้วย ก็คงช่วยทำให้เขาใจเย็นลงไม่ได้
เพราะมันเป็นอุปนิสัยใจคอที่เปลี่ยนแปลงยาก ความลำบากใจ
จึงตกมาอยู่กับคนที่อยู่ด้วยถ้าทนความลำบากใจจากอุปนิสัยที่แตกต่างกันไม่ได้
ก็จะอยู่ไปอย่างไม่มีความสุข ผลสุดท้ายอาจถึงขั้นแยกทางใครทางมันก็ได้

เรื่องนี้มีทางเดียว คือ ต้องปรับจิตใจของตัวเรา ให้ยอมรับเขาให้ได้ เมื่อพบเหตุการณ์ที่ทำให้เขาใจร้อน
เมื่อไหร่เราก็ควรใจเย็น และใช้คำพูดคำจาที่เปรียบเสมือนน้ำเย็นเข้าลูบ
คำพูดคำจาที่จะทำให้ออกมาต้องระมัดระวังให้ดีอย่าเป็นคำพูดที่เป็นเชื้อไฟ ให้ความใจร้อน
และ ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟโหมขึ้นไปอีก ไม่ควรเป็นคำพูดที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเชื่ออยู่ในขณะนั้น
ควรจะพูดเออออห่อหมกกับเขา ไปก่อน พูดง่ายๆคือ
พูดอะไรก็ได้ที่จะทำให้ถูกใจเขาความใจร้อนโมโหความโกรธของเขาลดลง
ช่วงนี้อย่าพึ่งไปนึกถึงข้อเท็จจริงหรือเรื่องของเหตุผล
หาทางทำให้คู้ของเราเย็นลงให้ได้ก่อนเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้าพอใจร้อนใจเร็วซาลงแล้ว
ค่อยมาพูดกันด้วยเหตุและผล ก็จะช่วยให้เกิดความเข้าใจกันได้มากขึ้น

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ อย่าใช้การพูดเล่นเป็นน้ำเย็นเข้าลูบ
เวลาที่อีกฝ่ายใจร้อนโมโหความโกรธนั้นเขาจะไม่มีอารมณ์มาพูดเล่นหัวกับใคร
หรือไม่มีกะจิตกะใจมาสนุกไปกับคำพูดเล่นของใครได้
ถ้าเราขืนพูดเล่นเพื่อหวังให้เขาเย็นลง เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์
ถ้าขืนทำกันจริง ยิ่งเหมือนกับเอาน้ำมันราดใส่กองไฟ
ถ้ายังไม่รู้ว่าทำยังไงให้คู่ของเราเย็นลง ก็คงมีอีกวิธีหนึ่งคือ
การเฟดตัวเองออกไปให้ไกล สักระยะหนึ่งแต่ไม่ต้องถึงกับออกนอกบ้าน
ไปไหนอยู่ในบ้านนั่นแหละ และคอยชำเลืองดูให้เขาอยู่ในสายตา ตลอดเวลาก็พอ
เมื่อคนๆหนึ่งใจร้อนโมโหเขาอาจจะระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มที่ ปล่อยให้เขาระเบิดออกมาให้เต็มที
เพราะอีกไม่กี่สิบนาทีต่อมามันจะค่อยๆ เย็นลงเรื่อยๆเมื่อเห็นเขาเย็นลงเมื่อไหร่ เราค่อยเข้าไปเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
จะสัมผัสด้วยการจูบหรือการโอบกอดกันบ้าง เพื่อสร้างความอบอุ่น ก็ไม่ผิดกติกาอันใด ชีวิตคู่ก็จะอยู่กันได้ต่อไป


อย่าปล่อยให้ความแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆ มาคอยทำให้ชีวิตคู่ ของเราอัปปางลง
เราควรทำความเข้าใจกันและที่สำคัญอย่าโกรธพร้อมกันนะคะ......

Sunday, August 19, 2007

การดูแล"เส้นผม"

แก้ปัญหาเส้นผมด้วยอาหาร


ตัวการร้ายทำลายผมสวย ๆ ของเรานอกจากมลภาวะที่ส่งผลมาจากภายนอกแล้ว สุขภาพภายในที่เกี่ยวเนื่องมาจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไปก็มีผลโดยตรงทีเดียว...
เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากมีผมสวยเงางาม สำรวจอาหารและความต้องการสารอาหารของเส้นผมของคุณด้วยค่ะ

ศีรษะแห้งและมีรังแค
อาจเพราะขาดธาตุสังกะสี ซึ่งมีมากในอาหาร เช่น หอยนางรม เนื้อแดง เมล็ดฟักทอง กรดไขมันจากน้ำมันพืชทุกชนิด ปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาสวาย ปลาช่อน ปลาซาร์ดีน ปลาซัลมอน และถั่วเมล็ดแห้ง

ผมร่วง
อาจเกิดจากการขาดวิตามินเอ ที่มีมากในข้าวกล้อง ปลาที่มีไขมันมาก ถั่ว ไข่ นม โยเกิต

ผมกระด้าง
อาจเกิดจากการขาดวิตามินบี ที่มีมากในอาหาร เช่น ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนม

ผมเปราะแตกหักง่าย
อาจเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีมากในเมล็ดงา ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า เนื้อวัว ตับ แอพริคอตแห้ง

ผมเสียมาก
อาจเกิดจากการขาดธาตุทองแดงและสังกะสี ซึ่งทองแดงพบมาก ในตับวัว หอยนางรม ปลาซาร์ดีน ปู กุ้งมังกร เห็ด ถั่วลิสง ลูกพรุน ส่วนสังกะสีพบมากในหอยนางรม เนื้อซี่โครงหมู ปลาซาร์ดีน จมูกข้าวสาลี

อาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมโดยรวม
หาได้จากไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียวเข้ม ฟักทอง แครอท และผักอื่น ๆ ที่อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ปลาที่มีไขมันมาก อาหารทะเล เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง ผลไม้สดทุกชนิดที่อุดมด้วยวิตามินซี และที่ขาดไม่ได้คือการดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (6-8 แก้ว)

แล้วผมคุณจะสวยจนคนตะลึง...

โรคนอนกรน

นอนกรน (Snoring Sleep Apnea)



เสียงกรนมาจากไหน

เกิดจาการอุดกั้นของทางเดินหายใจตั้งแต่จมูกลงไปถึงคอ ได้แก่ ลิ้นไก่ เพดานอ่อน โคนลิ้น ทอนซิลมีความหนา หรือโตขึ้น และไปกีดขวางทางเดินอากาศ ทำให้บริเวณทางเดินอากาศแคบลงในขณะหลับ และลิ้นตกลงด้านล่างซึ่งไปกดทางเดินอากาศทำให้ลมหายใจเข้าออกแรงกว่าปกติ เกิดการกระแทกกันของผนังคอ ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือน

การนอนกรนแบ่งเป็น 3 ระดับ

ระดับที่ 1 คือ เป็นในขณะนอนหงาย เมื่อนอนตะแคงจะทำให้อาการดีขึ้น
ระดับที่ 2 คือ กรนในทุกท่านอนแม้กระทั่งนั่งหลับก็มีเสียงกรน
ระดับที่ 3 คือ มีการหายใจติดขัด หายใจสะดุด สำลักน้ำลายหรือ มีการหยุดหายใจเป็น ระยะ ๆ ส่งผลให้ตอนกลางวันง่วงนอนง่าย ขี้เซา หลับใน ซึ่งการกรนในระดับที่ 3 นั้นส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาดังกล่าวข้างต้น

การรักษา

ทำได้จากการรักษาโรคภูมิแพ้ ลดน้ำหนัก นอนตะแคง ควรงดสุรา บุหรี่ หลีกเลี่ยงการทำงานการออกกำลังกายที่ทำให้เหนื่อยล้าจนเกินไป งดยากล่อมประสาท งดยารักษาภูมิแพ้ ที่ทำให้ง่วงให้ใช้พลาสเตอร์ขยายปีกจมูก ใช้ฟันยางป้องกัน การนอนกรนใช้เครื่องช่วยหายใจซีแพพ (CPAP : Continuous Positive Airway Pressure) โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ท่านทราบ

ภูมิแพ้ทำให้นอนกรน

จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ทำให้ลมหายใจเข้าออกแรงขึ้น เนื่องจากน้ำมูก หรือเนื้อเยื่อภายในจมูกบวมขึ้นควรรักษาภูมิแพ้ให้ดี ปัจจุบันสามารถใช้เลเซอร์ หรือคลื่นวิทยุรักษาได้ ถ้าการรักษาทางยาไม่ได้ผล

เด็กนอนกรนเกิดจากสาเหตุใด
เด็กนอนกรนเป็นเด็กขี้เซา หรือไม่สบาย การเรียนถดถอยมักเกิดจากต่อมทอนซิลโต ต่อมอะดีนอยด์โต ภูมิแพ้ อ้วน กระดูกบริเวณใบหน้าและคอผิดปกติ รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ รักษาภูมิแพ้ทำให้อาการดีขึ้น การผ่าตัดต่อมทอนซิลในรายที่ใช้ยาไม่ได้ผล

เลเซอร์หรือ การผ่าตัดแพทย์จะช่วยแนะนำการผ่าตัด ในกรณีที่การปฏิบัติตัว หรือการรักษาวิธีธรรมดาไม่ได้ผล โดยจะช่วยขยายทางเดินหายใจผ่านแสงเลเซอร์ตกแต่งบริเวณเพดานอ่อนลิ้นไก่โคนลิ้น เยื่อบุจมูกให้มีขนาดพอเหมาะ ทำให้ลมหายใจเข้าออกดีขึ้นเพื่อลดการนอนกรน เมื่อผ่าตัดแล้วสามารถกลับบ้านได้ทันที แต่อาจมีอาการเจ็บแผล 1 สัปดาห์

คลื่นวิทยุรักษานอนกรนได้ (Radioferquency)

คลื่นวิทยุจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ โคนลิ้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการสั่นเทือนเกิดการกระชับตัวและตึงตัวขึ้น ลดการนอนกรนลง เมื่อยังมีอาการนอนกรน สามารถรับการรักษาซ้ำ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน เจ็บแผลเล็กน้อย 2-3 วัน ใช้เวลารักษา 15-20 นาที

การวางด้ายบริเวณเพดานอ่อน (Pillar Procedure)

ด้ายทำให้บริเวณเพดานอ่อนตึงตัวลดการสั่นสะเทือน ลดการนอนกรน ช่องคอโล่งขึ้นลดการหยุดหายใจขณะหลับ ใช้เวลารักษา 15-20 นาที เจ็บแผลเล็กน้อย 2-3 วัน

เครื่องซีแพพ CPAP(Continuous positive airway pressure)

เป็นเครื่องผลิตแรงดันอากาศให้เพียงพอในการเปิดทางเดินหายใจในขณะหายใจเข้า โดยส่งอากาศเข้าสู่ทางเดินหายใจผ่านทางหน้ากากครอบจมูก

ประโยชน์ของ CPAP นอกจากขจัดปัญหาการขาดลมหายใจ ทำให้ร่างกายไม่ขาดออกซิเจน และมีคุณภาพการนอนดีขึ้น ยังช่วยลดปัญหาความง่วงนอนช่วงกลางวัน ลดอุบัติเหตุ และทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุกด้าน นอกจากนั้นยังลดปัญหาสืบเนื่องในระยะยาวจากการขาดอากาศเป็นระยะ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง โรคเส้นเลือดตีบในสมอง และโรคหัวใจ รวมทั้งโรคเบาหวาน

เครื่อง CPAP มีประสิทธิภาพเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในการรักษาปัญหาการขาดลมหายใจ แต่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง เช่น ความร่วมมือในการใช้เครื่องของผู้ป่วย การเล็ดลอดของอากาศระหว่างการใช้ ความสะดวกของการใช้ ผลข้างเคียงของเครื่อง เช่น จมูกแห้ง การกดทับ ซึ่งแก้ปัญหาได้โดยการใช้เครื่องให้ความชื้น (Humidifier ) และ การสวมหน้ากากอย่างถูกวิธี รวมถึงการเลือกใช้หน้ากากที่เหมาะสมกับสรีระของใบหน้าผู้ใช้

การนอนกรนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร
การนอนกรน ก่อปัญหาให้ทั้งผู้ที่มีอาการ และผู้ที่อยู่ใกล้ชิด คนนอนกรนเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลาย ๆ โรค เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคสมอง โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคสมรรถภาพทางเพศเสื่อม โรคเบาหวาน โรคความจำเสื่อมถอย หลับในง่าย ปวดศีรษะตอนเช้า และขี้เซามากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า ทำให้คนข้างเคียงนอนไม่หลับ หลับไม่สนิท เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ง่วงนอนบ่อย ๆ เหมือนคนอดนอน การนอนกรนนั้นส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพของตนเองและผู้อื่น ทำให้คนข้างเคียงหลับยาก ก่อความรำคาญ หลับไม่เป็นสุข


ข้อมูลจาก:ศูนย์โรคระบบการหายใจ รพ.วิภาวดี

Saturday, May 12, 2007

ความรักคืออะไร-การดูแล-เมื่อรักจากไป

ความรักคืออะไร


ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ถึงไม่มีรสชาติแต่ก็ขาดไม่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... บางครั้งเราก็ต้องการมากแต่บางครั้งมันก็น่าเบื่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... มันทำให้เรารู้สึกสดชื่นและมีกำลังใจจะทำอะไรต่อ
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... มันอาจจะดูเหมือนไม่มีอะไร

แต่มันกลับมีอิทธิพลต่อชีวิตเรามาก

ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... น้อยไปก็กระหาย มากไปก็เอียน
ความรักก็เหมือนน้ำเปล่า ... ยิ่งห่างเหินมันนานเท่าไร ยิ่งกระหายมันมากเท่านั้น

ใครจะ "ขัดขวาง" ความรัก คงจะไม่สำเร็จอย่างที่คิด
ใครจะ "ตัดใจ" จากความรัก คงจะทำไม่ได้เช่นกัน

หรือใครที่คิดจะ "ลืม" ความรักล่ะก็ ไม่มีทาง

เหมือนกับน้ำเปล่า

คุณลืมน้ำเปล่าได้หรือ ?

อย่าเข้าใจว่า ความรักคือน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมซ่าๆ

มันจะเป็นเพียงแค่น้ำเปล่าเท่านั้น ถ้ามันเป็นรักแท้ ...

แม้น้ำเปล่า จะซาบซ่า ไม่เทียบเท่าน้ำหวาน หรือน้ำอัดลม
แม้น้ำเปล่าจะไร้น้ำตาลซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดพลัง
แต่น้ำเปล่า มันแทบไม่มีผลข้างเคียงเลย

มันรักษาคุณค่าเอาไว้ได้ดีกว่าน้ำใดๆ
น้ำเปล่า เจอกับเกลือ มันก็ละลายเกลือ
เหมือนกับรักแท้ ...

คนที่รักคุณจริงๆ เมื่อคุณเจอกับความทุกข์
เขาก็จะพยายามรับความทุกข์จากคุณไว้ให้มากที่สุด
.........................

การดูแลความรัก


หมั่นเติมความรักอยู่เสมอ อย่าลืมเลือกเวลาเหมาะๆ เพื่อใช้ในการพูดคุยกัน หมั่นแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยๆ เอาแต่ที่สร้างสรรค์และจรรโลงโลก เพราะเวลาคุยกันนี่ไม่เหมาะกับการโต้เถียงใดๆ


กล้าเปิดเผยความรู้สึกอารมณ์ที่แท้จริงออกมาไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน สนุกสนานร่าเริง เจ็บช้ำน้ำใจ เพ้อฝัน ไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลความถูกผิดใดๆ ทั้งสิ้น


คิดจะพูดอะไรก็พูดเป็นการพูดเพื่อสร้างสรรค์ตัวเราเอง เช่น ฉันคิดจะทำ..ฉันรู้สึกว่า.. พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ทำให้ตัวเองไร้สมอง หรือดูไม่มีความมั่นใจในตัวเอง อย่าลืมค่อยพูดค่อยจาภาษาดอกไม้ พูดกันดีๆ ใครก็ชอบคนพูดดีกันทั้งนั้น อย่าพูดจุดชนวนสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด


มีการให้เวลานอก
เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มอึดอัด เบื่อหน่ายหรือเกิดการขัดแย้งที่ชักจะบานปลาย เป็นเรื่องหรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะตอบคำถามไม่มีการกดดันกันให้เวลาเพื่อพัก โดยไม่ถามเหตุผล ให้โอกาสในการพูดเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละคนด้วยความพร้อม


ฟังกันบ้างเรื่องของความรักมักต่างคนต่างพูด ปกติไม่ฟังกัน ทำให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด ถ้ารู้จักฟังจะทำให้ความเข้าใจตรงกัน เมื่อไม่เข้าใจกันก็จะได้ถาม ได้อธิบาย ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น


เพิ่มรักให้เหนียวแน่น
มีความรักเป็นทุนไว้แล้ว แต่ไม่มีการเติมลงไป ก็ทำให้ทุนหายกำไรหดได้ ต้องมีการเติมความรักอยู่เรื่อยๆ สม่ำเสมอ ให้ความรักเพิ่มพูนด้วยวิธีการต่อไปนี้


เอ่ยชมกันและกันบ่อยๆ
การเอ่ยชมคนรักบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้เขารู้ใจดีเท่านั้น แต่จะมีผลในแง่ความรู้สึกของคนที่ชมด้วย เพราะก่อนจะชม เราจะต้องคิดว่า เขามีอะไรดีที่จะให้ชมได้บ้าง ถ้ายิ่งชมเขาบ่อย จะทำให้เราคิดถึงข้อดีของเขาได้บ่อยๆ เช่นกัน แล้วจะทำให้รักกันมากขึ้น แต่นึกๆ แล้วไม่มีข้อดีให้ชมเลย แสดงว่าอาการนี้น่าเป็นห่วงแล้ว


หัดใจเย็นมากขึ้นเมื่ออารมณ์ขุ่นมัว ต้องตั้งสติไว้เสมอ ถ้าเราทำอะไรลงไปตอนที่อารมณ์ขุ่นมัว จะทำให้ผลีผลามและตัดสินใจอะไรผิดๆ ได้ง่ายการทำตัวเย็นจะทำให้ฝ่ายเกรงใจ


คอยตักเตือนในสิ่งที่เขาทำผิดพลาด
เมื่อเห็นว่าเขาทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า ก็อย่าลืมคอยเตือนเขาไว้บ้าง เตือนด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ไปตำหนิเขา เดี๋ยวจะระเบิดเอาง่ายๆ


เมื่อทะเลาะกันไม่มีคำว่าฉันหรือเธอ
แต่ความเป็นคำว่าเราทั้งคู่ จะทำให้รู้สึกว่าทั้งสองคนยังมีค่าพอสำหรับกันและกัน อย่างน้อยก็ยังไม่แบ่งแยกแบบตัวใครตัวมันจะทำให้ดีกรีความรุนแรงเมื่อทะเลาะกันน้อยลง


ขอร้องเมื่อต้องการ...ไม่ใช่สั่งหลายเรื่องที่บางครั้งเราไม่พอใจและอยากให้เขาเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ถูกใจเรา ให้ขอร้องเราดีๆ ด้วยเหตุผล อย่าสั่งเด็ดขาด



มีประโยคนึงในหนัง IL MARE ที่น่าสนใจมาก ... เขาบอกทำนองว่า ... ที่เราต้องเจ็บปวดกับความรักน่ะ ไม่ใช่เพราะมันจากไปหรอก ... แต่เพราะมันยังคงอยู่ต่างหาก
ถ้าวันนี้คนสองคน ต่างหมดรักกันไป คงไม่มีใครต้องเสียใจมากนัก แต่กลับเป็นเพราะรักที่ยังอยู่ในใจคุณนั่นเอง ที่ทำให้คุณปล่อยวางลงไม่ได้

ความรักเป็นสิ่งสวยงาม หลายคนจึงอดหลงใหลได้ปลื้มกับมันไม่ได้ในยามที่มันอยู่
เรามักหลอกตัวเองว่า เพราะเรารักเขามาก
เขาคงเห็นความดี ความตั้งใจของเรา และรักเราตอบบ้าง
และเมื่อเขาตอบรับรักของเรา การรู้สึกยึดมั่น ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวทางใจอย่างหนึ่ง ที่จะต้องอยู่กับเราทุกครั้งที่เราต้องการ
ความรู้สึกอันนี้แหละ คือจุดเริ่มของความเจ็บปวดทั้งมวล
เพราะมันฝืนกฏธรรมชาติ ไม่ได้บอกว่า ...
รักต้องลงเอยด้วยความเศร้าเสมอไป เพียงแต่ถ้าเขาจะอยู่ เขาจะไป จะรักคุณมากขึ้น คงเดิม หรือหดน้อยถอยลง ก็จะเป็นเพราะคนสองคน ไม่ใช่ความต้องการของเราฝ่ายเดียว หรือเขาฝ่ายเดียว
สำคัญที่ว่า ... ช่วงที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกัน ขอให้มีความทรงจำที่ดี ... ก็เพียงพอแล้ว ...


************
เมื่อรักจากไป..



หากเรา หาเหตุผลให้กับตัวเอง ว่า . . .
ทำไม . . . เราถึงรักคนๆ นี้นัก
แล้วเหตุผลที่ได้ มีแค่เพียง . . . รักเพราะรัก


ฟังดูอาจเลื่อนลอย ไร้จุดหมายเกินไป
แต่สำหรับคนที่รักกัน . . . เหตุผลเพียงแค่นี้
ก็เพียงพอ ที่จะสานต่อความรัก . . . ให้อยู่ต่อไป


แต่กับคนที่เรารักเขา . . . แล้วเขาไม่รักเรา
ไม่เคยจะมองเห็น แม้แต่คุณค่า ในตัวเรา
ต่อให้เรา หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้เขาเพียงไหน
หรือให้เหตุผลมากมาย. . . ในคำว่า รักที่เรามีให้
เขาก็คง มองไม่เห็นมันเหมือนกัน


และกับคนประเภทนี้ . . .
ยิ่งเราเรียกร้องมาก แค่ไหน . . .
ก็จะยิ่งสร้างความเหนื่อยใจ . . . ให้กับเราเท่านั้น


ถ้าคุณ มีความสุขกับมัน . . . ก็ดีไป
แต่สุข . . . แล้วเหนื่อยใจ ก็น่าคิดเหมือนกัน
คนเรา . . . เหนื่อยแล้วก็ต้องพัก
ต้องหาทางออก ที่ทำให้เราดีขึ้น


กับเรื่องของความรัก ก็เช่นกัน
เมื่อเราต้องเหนื่อยล้าเพราะมัน คงต้องพักซะบ้าง
ลองหยุดวิ่งตามเขาซักครั้ง . . . แล้วมาเดิน(แค่เดิน) ตามตัวเองดูสักหน
คุณอาจรู้สึกดีกว่า . . . การต้องวิ่งตามใครคนนั้น
อย่างน้อยๆ คุณจะพบว่า . . .
การเรียนรู้ที่จะรักตัวเองนั้น . . . ไม่ทำให้เราเหนื่อยใจเลย....

Sunday, April 22, 2007

วิธีคลายเครียดง่ายๆในที่ทำงาน

13วิธีแก้เครียดในที่ทำงาน


หากคุณรู้สึกว่างานที่ทำกำลังปลุกต่อมเครียดให้มีชีวิต ไหนจะมีประชุมแต่เช้าตรู่ นั่งทำงานที่โต๊ะไม่ถึง 10 นาที ก็มีโทรศัพท์เข้ามาไม่ขาดสาย บ่ายก็ต้องวิ่งออกไปหาลูกค้า ตอนเย็นยังต้องกลับมาทำ Report ส่งเจ้านาย เวลากลับบ้านไม่วายรถก็ติดแสน ฯลฯ

เรามีวิธีช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ง่ายๆ แถมเติมโบนัสทางความคิดและมุมมองดีๆ แบบนี้เลย


MUST DO IT!

1. สูดกลิ่นหอม รู้หรือเปล่าว่า กลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์จะช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้สดชื่นตื่นตัว แถมยังกระตุ้นพลังงานในจิตใจได้เป็นอย่างดี เวลาเครียดๆ ลองสูดกลิ่นหอมของดอกไม้ อย่างกุหลาบ มะลิ ลาเวนเดอร์ หรือจะหยดน้ำมันหอมระเหยตรงโต๊ะทำงานก็ไม่เลวนะ เชื่อสิว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างบอกไม่ถูกเลยเชียว

2. ตากอากาศระยะสั้น เมื่อความเครียดรุมเร้า ก็ไม่ควรอุดอู้อยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ทางที่ดีคุณควรหาเวลาหลบไปสูดอากาศบริสุทธิ์ใกล้ๆ ธรรมชาติสักพัก อาจเป็นสวนหย่อมในที่ทำงาน หรือคาเฟทาเรียใกล้ๆ จากนั้นเดินผ่อนคลายและหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ปล่อยสมองให้ว่างที่สุด เพราะบางทีความรู้สึกเหนื่อยล้าและหดหู่มันมาจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงจนเกินไป

WOW! เพียงแค่ 10 นาทีวิธีนี้ก็จะชาร์จพลังให้หัวใจของคุณให้ดีขึ้นได้

3. จินตนาการแสนสุข อีกทางเลือกในการบรรเทาความเครียด คือ ดึงตัวเองออกจากโลกปัจจุบัน โดยหลับตาแล้วหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วหยุดไว้สองวินาทีก่อนหายใจออก การหยุดช่วงสั้นๆ จะมีผลทำให้ระบบประสาทสงบลง ทำแบบนี้ในที่เงียบๆ สัก 5 นาที รับรองว่าจะรู้สึกดีแบบทันตาเห็น จากนั้นก็นึกถึงช่วงเวลาดีๆ ในการทำงาน เช่น วันที่ได้รับคำชมจากเจ้านาย หรืองานชิ้นโบว์แดงที่คุณทำแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เป็นต้น

4. หนังสือบำบัด หาหนังสือที่อ่านแล้วสบายใจ เล่มบางๆ มาไว้ใกล้มือ เครียดเมื่อไหร่หยิบมาพลิกอ่านสักหน้าสองหน้าแก้เครียด

5. สร้างอารมณ์ขัน หลังจากทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ลองชวนเพื่อนที่มีอารมณ์ขันคุยเบาๆ จะช่วยกระตุ้นจิตใจที่แสนห่อเหี่ยวให้หัวเราะได้อีกครั้ง คนที่หัวเราะง่ายมักมีสุขภาพกายและจิตที่ดี เนื่องจากการหัวเราะจะช่วยลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นการรักษาสมดุลของระบบประสาททางหนึ่งด้วย (ฮอร์โมนคอร์ติซอล = ฮอร์โมนแสดงความเหนื่อยล้าในกระแสเลือด)

DID YOU KNOW! สำหรับบางคนการหัวเราะเพียงครั้งเดียวมีค่าเท่ากับการผ่อนคลายสี่สิบห้านาทีเต็มทีเดียว

6. พลังแห่งการสัมผัส ถ้ามีเพื่อนสนิทในที่ทำงานอาจสลับสับเปลี่ยนกันนวดบรรเทาอาการเครียด เพราะการโอบกอดหรือสัมผัสเบาๆ เวลารู้สึกเหนื่อยล้าจะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่ชื่อ ออกซิโทชิน ช่วยลดระดับความเหนื่อยและความเครียด ทำให้ร่างกายที่กำลังอ่อนล้ารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างไม่น่าเชื่อ

MUST DO! นวดศีรษะ โดยกางนิ้วออกแล้วใช้ปลายนิ้วนวดเบาๆ ไล้จากคางขึ้นไปถึงหน้าผาก แล้วย้อนกลับมาที่ท้ายทอย หรือจะนวดบริเวณหางตาได้ด้วยก็ได้

7. โทรหาเพื่อนรู้ใจ อย่าคิดว่าตัวเองจะแก้ทุกปัญหาได้ไปซะหมด หัวใจสาวมั่นแม้จะแกร่งแค่ไหนก็ยังต้องการที่พึ่งพิงบ้าง ยกหูโทรศัพท์หาเพื่อนรู้ใจสักคนแล้วระบายความรู้สึกให้เพื่อนได้รับรู้ การมีคนรับฟังและให้คำปรึกษาจะทำให้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น อย่างน้อยก็ยังรู้สึกว่า คุณไม่ได้แบกปัญหาอยู่คนเดียวในโลก แต่ขอเตือนว่าอย่าเมาท์เพลินจนเสียงานก็แล้วกัน

8. หามุมสงบ-ฟังเพลง ฟังเพลงเบาๆ โดยเฉพาะเพลงแนว Meditation ทั้งเสียงบรรเลงดนตรีและเสียงธรรมชาติ อย่างเสียงคลื่น น้ำตก นกร้อง รับรองว่าจะช่วยสร้างสมาธิให้กลับคืนสู่สมองและจิตใจได้อย่างน่ามหัศจรรย์

9. ทดลองหลับ บางตำรากล่าวไว้ว่าวิธีการที่ดีที่สุดในการรักษาสมดุลแห่งความเครียด คือ การฝึกจิตง่ายๆ ครั้งละ 10 - 15 นาที เช้าและเย็น ด้วยการนั่งท่าสบายๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณ หนุนศีรษะบนแขนที่วางไขว้กัน หรือหาที่เหมาะนอนท่าเหยียดยาว หลับตาและปล่อยตัวตามสบาย เพื่อผ่อนคลายง่ายๆ

DID YOU KNOW! ในทางทฤษฎีว่าไว้เมื่อคุณหลับตาสามารถตัดข้อมูลต่างๆ ไม่ให้เข้าสู่สมองได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์

10. อย่าคาดหมายล่วงหน้า การมัวแต่คิดถึงการนัดหมายสำคัญๆ ในวันรุ่งขึ้น จะทำให้เข้านอนดึกด้วยความกังวลและเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก ทางที่ดีทำใจให้สบายผ่อนคลายให้มากที่สุด บอกตัวเองว่าพักให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้จะดีเอง จากนั้นตั้งนาฬิกาปลุกแต่เช้า เพื่อจะได้เตรียมตัวจนมั่นใจ โดยไม่อ่อนเพลีย

11. รู้จัก “เลี่ยง” เมื่อถึงเวลา ในชีวิตการทำงานมักมีหลายเรื่องที่เข้ามากระทบความรู้สึกจนเกิดอารมณ์ แต่แทนที่จะตอบโต้กลับทันทีอย่างขาดสติ จนอาจทำให้ปัญหาลุกลามใหญ่โต การเดินหนีไปก่อน รอให้อารมณ์เย็นลงหรืออยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองเงียบๆ จัดข้าวของหรือหาอะไรที่ไม่ต้องใช้สมาธิสูงมากทำ ลดความเครียดลงได้จนกว่าคุณพร้อมที่จะกลับมาลุยงานอีกครั้ง

12. สร้างกำลังใจให้ตัวเอง ความผิดพลาดบางอย่างที่แก้ไขไม่ได้แล้วก็จำเป็นต้องยอมรับแล้วใช้เป็นบทเรียน แต่จงอย่างให้ความผิดพลาดนั้นกลายเป็นสิ่งที่มากดดันให้คุณเครียดจนเกินไป

MUST DO! อย่ามัวคิดถึงสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ควรเปิดใจให้กว้าง และกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลาในการ หาทางแก้ไขให้ดีขึ้น

13. คิดในทางบวก จำไว้ว่าการมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน คิดถึงประสบการณ์ดีๆ ที่ผ่านมาในชีวิตให้บ่อยขึ้น รวมถึงคิดถึงความปรารถนาดีของคนอื่นที่มีต่อคุณก็จะช่วยให้เป็นคนที่เครียดน้อยลงและมีความสุขมากขึ้นได้



** เป็นไอเดียที่น่าลองใช้เมื่อความเครียดถามหา คุณลองเอามาใช้สักข้อสองข้อดู แล้วคุณจะรู้ว่าทุกอย่างมีทางออกเสมอ...

Thursday, April 19, 2007

วันนี้คุณบอกรักใครบ้างหรือยัง

วันนี้คุณบอกรักใครบ้างหรือยัง
ในชีวิตของคนเรานั้นคงไม่มีใครมีบอกว่าไม่เคยมีความรักผู้เขียนก็เคยผ่านการมีความรักหลายรูปแบบตั้งแต่เด็กจนโตมาเจอทั้งความผิดหวังและสมหวังแต่ถ้าเราไม่เคยที่จะรักใครแล้วโลกนี้คงน่าเบื่อถึงแม้บางคนจะอกหักรักคุดก็จงรักเถิดเพราะว่าก่อนที่เรามีทุกข์นั้นก่อนหน้านี้เราก็เคยสุขมาก่อนไม่ใช่หรือ?
ความรักมีหลายรูปแบบ ในช่วงเวลาหนึ่งเราอาจจะมีความรักหลายๆอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกันด้วยซ้ำไป
**ความรักแบบพ่อแม่ลูก
**ความรักแบบหนุ่มสาว
**ความรักแบบเพื่อนแบบพี่น้อง
**ความรักแบบผู้ร่วมธุรกิจหรือผลประโยชน์ร่วมกัน แล้วคุณเคยมีความรักแบบไหนบ้างหรือเปล่าเพราะคนเราเกิดมาแล้วถ้ารู้จักที่จะรักตัวเองและรักคนอื่นให้เป็นแล้ว
โลกนี้คงน่าอยู่อีกมาก

มีอะไรอีกเยอะแยะที่เรายังไม่ได้ทำหรือกำลังคิดที่จะทำให้ทำซะในวันนี้ก่อนที่จะต้องพูดว่า"เสียดาย"ที่ยังไม่ได้บอกรักใครเลยเพราะคนๆนั้นไม่ได้อยู่รอฟังคำว่ารักจากปากเราเองทั้งๆที่เขารอมาตลอดชีวิตที่จะได้ยิน คงมีหลายคนที่พลาดโอกาสดีๆที่จะบอกอาจเป็นเพราะไม่เข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายหรือคิดมากไป หรือประเภทพูดน้อยได้แต่มองตาก็คงได้แต่มองจนคนอื่นคว้าไปซะแล้ว น่าเสียดาย!!



มีใครบ้างที่ยังไม่เคยบอกรักพ่อแม่ตัวเองคงมีหลายคนที่รู้สึกว่ารักจากการกระทำแต่คำพูดไม่กี่คำพูดไม่ได้
มีบางคนเขินอายที่จะบอกรักพ่อแม่ อาจจะเป็นสมัยก่อนต่างต้องทำงานหนัก กว่าจะกลับเข้าบ้านลูกก็หลับแล้ว พอถึงวันพ่อหรือวันแม่ในปีๆหนึ่งลูกยังต้องรอลุ้นว่าวันนี้พ่อกับแม่จะทิ้งงานมาร่วมงานได้ไหม เพราะเราส่วนใหญ่ขาดความ
"ใส่ใจ"ซึ่งต่างจากคำว่า"เอาใจใส่"
เด็กเล็กๆบางคนไม่เคยร้องไห้ตามพ่อแม่เวลาพ่อแม่ไปทำงานเลยเพราะว่าติดพี่เลี้ยงมากกว่า
ที่จริงคำพูดที่ว่า"วันนี้คุณบอกรักกันหรือยัง"วันนี้คุณกอดคนที่คุณรักหรือยัง" เพราะคุณจะแน่ใจหรือว่าวันนี้เมื่อคุณออกจากบ้านไปทำงานแล้วคุณจะได้กลับมาหาคนที่บ้านหรือเปล่า
ส่วนในวัยหนุ่มสาว สมัยนี้พ่อแม่ต้องเป็นห่วงทั้งลูกผู้หญิงและลูกผู้ชาย เราจะต้องรู้จักที่จะสอนให้เด็กรักให้เป็น ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและเป็นพลังใจให้ต่อสู้ในโลกใบนี้ แต่ก่อนที่เราจะรักใครนั้นเราต้องรักตัวเองซะก่อน เพราะชีวิตคนเราอย่าบอกว่าเรารักเขาคนเดียวมันเป็นไปไม่ได้ ว่าคุณเกิดมาเพื่อใคร
มีหลายคนเมื่อรักกันใหม่ๆลืมคนที่อยู่รอบตัวเองหมดมีแต่คนที่ตัวเองรักพอผิดหวังก็เสียใจมากคิดฆ่าตัวตาย โดยหลงลืมไปว่าคนที่เรารักกับคนที่รักเรามากใครทั้งหมดคือ พ่อแม่ของเราเองท่านต้องทำงานหนักไม่ว่าจะเป็นงานอะไรที่ท่านทำเพื่อเรา และที่เสียสละทุกอย่างให้ลูกได้สมัยก่อนเคยได้ยินคนเก่าแก่ท่านเล่าให้ฟังว่า คนจนๆนะมีลูกหลายคนมีไข่ฟองเดียวต้มแล้วคลุกใส่กระติบข้าวเหนียวให้ทั่วๆจะได้กินได้หลายคนหรือถ้าลูกกินไม่อิ่มก็จะต้องเอาน้ำลูบท้องตัวเองเพื่อให้ลูกได้อิ่ม
เด็กสมัยนี้การเลี้ยงดูต่างไปจากเดิมเพราะวัตถุนิยมเข้ามาจนสังคมเปลี่ยนไปมากฐานะร่ำรวยแต่ไม่มีเวลาดูแลท่านต้องจ้างคนมาดูแล บางคนก็ทอดทิ้งให้หาเลี้ยงตัวเองที่ร้ายสุดบางคนยังเอาลูกหลานมาให้เป็นภาระท่านอีกด้วย
จนมีคนพูดว่า "พ่อแม่เลี้ยงลูกได้10คน แต่ลูกเลี้ยงพ่อแม่ไมได้" วัฒนธรรมไทยที่ถูกสั่งสอนกันมาเริ่มหายไปในสังคมบ้านเราเพราะไปเอาอย่างฝรั่ง วันนี้เรามาปลุกจิตสำนึกของความเป็นไทย ให้กลับคืนมา
สุดท้ายก็ฝากข้อคิดที่ว่าคุณรักตัวเองให้เป็นก่อนที่จะรักคนอื่น และเมื่อรักเป็นแล้วอย่าลืมรักษาความรักนั้นให้ยืนยาวด้วยการบอกรักคนที่เรารักทุกวันไม่มีใครที่จะเบื่อฟังคำว่ารักจากคนที่รักเราและคนที่เรารัก
อย่าลืมเตือนตัวเองหน้ากระจก เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพูดว่า"ฉันรักคุณค่ะ"หรือ"ผมรักคุณครับ"หนูรักพ่อกับแม่ค่ะ” แค่นี้โลกก็สดใสแล้วจริงไหม....

Tuesday, April 17, 2007

การสร้างความสุขให้กับตัวเองแบบง่ายๆ

คงไม่มีใครปฎิเสธว่าคุณไม่เคยรู้สึกโกรธ เกลียดท้อแท้เหงาเศร้าซึมอย่างไม่มีเหตุผลบางครั้งก็หาทางออกไม่ได้หรือบางทีแค่อยู่เฉยๆปัญหาก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
เราลองมาดูวิธีง่ายๆในการสร้างความสุขให้กับตัวเองโดยใช้จิตวิทยาเชิงบวก
วิธีสร้างความสุขแบบง่ายๆ 10ข้อ

1. การออกกำลังกายอาจจะเป็นการวิ่ง ว่ายน้ำ แม้กระทั่งการเดิน ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้เนื่องจากมีการหลั่งของสารที่เรียกว่าเอนโดรฟินส์ทำให้เรารู้สึกว่าสบายใจขึ้น และทำให้ร่างกายแข็งแรงด้วย ผิวพรรณสดใส กล้ามเนื้อแข็งแรง


2. การเพิ่มพูนมิตรภาพ เราจะเห็นได้ว่าคนที่มีเพื่อนสนิทและเพื่อนที่คบหากันแบบธรรมดาๆมากกว่าคนทั่วไปจะเป็นคนที่มีความสุขมากกว่าคนที่มีเพื่อนแค่คนเดียวหรือไม่มีใครเลย

3. ชื่นชมกับสิ่งต่างๆ การที่เรารู้สึกดีหรือแย่ก็ขึ้นอยู่กับการจดจ่ออยู่กับมันการใช้เวลานั่งนึกสิ่งดีๆในแต่ละวันแบบเงียบๆบ้างก็สามารถยกระดับความสุขได้


4. เปลี่ยนวิธีการหายใจเวลาที่คุณโกรธ โดยลองสูดหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ อย่างช้าๆ และผ่อนออกทางปาก แค่ไม่กี่นาที คุณจะรู้สึกว่า อารมณ์ร้ายๆของคุณจะค่อยๆหายไป


5. การสร้างเป้าหมายในอนาคต ไม่เพียงแต่จะทำให้ชีวิตตื่นเต้น มีสีสัน เท่านั้นแต่ยังทำให้คุณอดทนต่อปัญหาระยะสั้นๆได้ดีขึ้นด้วย

6. นอนหลับให้มากขึ้น คนส่วนใหญ่ควรนอน7-8 ชั่วโมงเพราะในสังคมปัจจุบันมักจะนอนกันไม่ค่อยพอ ทำให้ร่างกายอ่อนล้า จิตใจเซื่องซึมและฉุนเฉียวง่าย


7. การมองโลกในแง่ดี เพราะคนที่มองโลกในแง่ดีนั้นจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานมากกว่า พบเจอแต่สิ่งที่เบิกบานในชีวิต สุขภาพแข็งแรง มีมิตรสหายมากมาย

8. เอาใจใส่ผู้อื่นบ้าง ไม่เพียงแต่ทำให้คุณลืมปัญหาของตัวเองได้เท่านั้นแต่ยังทำให้เรามีความสุขเมื่อเรารู้จักมอบความรักให้แก่กัน

9. การหัวเราะและการยิ้ม เป็นยาแก้เครียดที่ใช้ง่ายที่สุดเพราะอารมณ์ขันทำให้มีความสุข และการยิ้มแย้มให้กับคนรอบข้าง ดังคำพูดที่ว่าจงยิ้มเถิดแล้วโลกทั้งใบจะยิ้มให้คุณ


10. ทำให้มันสุดๆไปเลย การลงมือแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างจริงจังและตั้งใจทำมักทำให้ผลดีกว่าเสมอขอเพียงแค่ตั้งใจแก้ไขอย่างเต็มความสามารถและมั่นคงชีวิตคุณก็จะมีแต่ความสุข

ลองพยายามทำดูนะคะเผื่อว่าอาจจะไม่ต้องเดินเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์หรืออย่างน้อยคนที่อยู่ใกล้เราที่สุดนั่นล่ะคือคนที่เราจะนึกถึงเป็นคนแรก
หรือถ้าเวลานั้นไม่มีใครก็นั่งหน้ากระจกแล้วยิ้มหรือหัวเราะกับตัวเองก็ไม่เลวนะ!!