Monday, September 8, 2008

โรคหมอเจ็บ(Hyperventilation )



Hyperventilation โรคหายใจแรง มือเท้าเกร็ง (โรคหมอเจ็บ)

Hyperventilation เป็น อาการที่เกิดจาก ความผิดปกติ ของภาวะทางจิตใจ
มีอาการเมื่อมีความวิตกกังวล มีเรื่องเครียด กลัว หรือแม้แต่ ตกใจมากๆ หรือในบางคนที่ปวดหัวมาก มีไข้สูงมาก หรือเจ็บปวดจากอย่างอื่น ทำให้เกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อคล้ายตะคริว
มีลักษณะเฉพาะ คือ จะเกร็งแบบ นิ้วมือจีบเข้าหากัน ข้อมือบิดเข้าหาตัว ปลายเท้าเหยียดเกร็ง ที่เรียกกันว่า Carpopedal Spasm


สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ ต้องถามอาการและตรวจอย่างละเอียด เพื่อแยกภาวะเจ็บป่วยจากโรคอื่นๆ ที่อาจมาด้วยอาการเช่นนี้ได้ ได้แก่ hypoglycemia, seizure, asthma, myocardial infarction หรือ Meniere’s disease เป็นต้น

วิธีการดูแล

ผู้ป่วยสามารถทำให้อาการเหล่านี้หายเองได้ โดยควบคุม การหายใจให้น้อยลงซึ่งมีหลายวิธีได้แก่
*เมื่อพบเห็นก็ให้เอาถุงพลาสติค หรือถุงกระดาษ หรือ กรวยกระดาษ ครอบหน้าให้เค้าหายใจเอา CO2 ที่หายใจออกมา ให้ย้อนกลับเข้าไป (แต่ต้องเปิดให้หายใจ อากาศปกติด้วยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวขาด O2 ตายกันพอดี )
*ทำใจสบายๆ ผ่อนคลายหายใจช้าๆ เบาๆ ลงให้รู้สึกมั่นใจอบอุ่น ไม่ตกใจกังวล
* รักษาต้นตอ ของคนไข้ เช่นลดภาวะไข้ ปวด หรือ ผ่อนคลายความเครียดลง ก็จะดีขึ้น
ถ้ายังมีอาการมาก ก็พามาพบแพทย์ และโดยเฉพาะความรักความเข้าใจแค่นี้โรคหมอเจ็บก็หายแล้วค่ะ

Sunday, September 7, 2008

"เขย่งปลายเท้า" ขจัดกามตายด้าน



ขจัดกามตายด้านด้วย”การเขย่ง”

ผู้ชายส่วนใหญ่ตื่นเช้ามาจะต้องปัสสาวะเป็นอันดับแรก (คุณผู้ชาย)ลองยืนโดยใช้หัวแม่เท้ายืนเขย่งปัสสาวะดู
จะเห็นความแตกต่างจากวันที่ผ่านมา
คือปัสสาวะจะพุ่งแรงและมีพลังคล้ายสมัยหนุ่มๆ
เพราะว่าจุดสำคัญของร่างกายคนเราอยู่ที่ปลายเท้าโดยเฉพาะหัวแม่เท้า
และสามารถขจัดกามตายด้านได้
คนที่สูงวัยขึ้นส่วนคนที่กลัวจะเป็นกามตายด้านจะลองฝึกดูก็ไม่เสียหายค่ะ



ที่มา: เทคนิค3ประการทำกายบริหารส่วนเท้า ของ ม. อึ้งอรุณ แปลและเรียบเรียง

Tuesday, September 2, 2008

ลดความอ้วนตามโหราศาสตร์




สวัสดีค่ะเนื่องจากภาระกิจการงาน
เยอะมากขึ้นแต่ก็พยายามเก็บเอาสิ่งดีๆมาฝากเสมอ
ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่งพูดถึงการลดความอ้วนตามหลัก
โหราศาสตร์แรกๆก็คิดว่าแบบนี้ก็มีด้วย..


คนที่เกิดวันอาทิตย์

ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้งย่างอาหารรสเผ็ดร้อนเช่นผัดเผ็ด
แกงคั่วกะทิ และผลไม้สีแดง เช่นแตงโมและที่สำคัญ
อาหารมื้อดึกหลังสามทุ่มโดยเฉพาะบรรดาวิทยากร
ที่หลังบรรยายแล้วไปนั่งทานอาหาร
มื้อดึกคุยกันเรื่องงานต่อนั่นแหละค่ะที่ทำให้อ้วน

คนที่เกิดวันจันทร์

ีควรให้งดหรือเลี่็ยงเหมือนวันอาทิตย์ค่ะคืออาหารปิ้งย่าง
และเผ็ดร้อน โดยเฉพาะหัวใจสัตว์ และ ผลไม้พวกสับปะรด

คนที่เกิดวันอังคาร

ไม่ควรทานอาหารที่มีแป้ง เช่น เผือก มัน เครื่องในสัตว์
งดผักผลไม้ที่สุกงอม ให้ทานผลไม้ที่ห่ามหรือดิบแทนค่ะ

คนที่เกิดวันพุธ

งดอาหารที่เป็นสัตว์ปีกและเนื้อวัวและยอดผัก เช่น ยอดฟักทอง
ตำลึงและผลไม้ที่มีหนามที่เปลือกและผลไม้ เช่น ทุเรียน หรือเงาะ

คนเกิดวันพฤหัสบดี

เลี่ยงอาหารจำพวกย่างและอบ รสเปรี้ยวหรือขม พวกหน่อไม้
และชะอม และผลไม้ที่มีเปลือกสีคล้ำหรือดำ

คนที่เกิดวันศุกร์

เลี่ยงอาหารหมักดองและใส่ผงชูรสค่ะ รวมถึงน้ำอัดลม
และผลไม้กระป๋องแนะนำให้เป็นผลไม้สดๆดีกว่านะคะ

คนที่เกิดวันเสาร์

เลี่ยงอาหารที่ทำจากกะทิหรือน้ำตาลปี๊ีบ น้ำมันหอย
และผลไม้ที่มีเปลือกนิ่ม เช่น แตงไทย


นอกจากเป็นคนที่ชอบศึกษาเรื่องโชคชะตา
และโหราศาสตร์แล้วเราสามารถนำเอาความรู้ลักษณะนิสัย
การทานอาหารของคนที่เกิดแต่ละวันใน7วัน
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะคะเพราะการกินของคนเรา
อยู่ที่ธาตุเจ้าเรือนในร่างกายรวมไปถึงการเผาผลาญอาหาร
หรืออาหารที่เราควรจะหลีกเลี่ยงลองเอาไปใช้ลดความอ้วนดูนะคะ



ขอบคุณ: สาระดีๆจากหนังสือ"ปฏิบัติการสร้างเสน่ห์หญิง"ของคุณลวนา วัฒนชัย..

Saturday, July 26, 2008

สะอึก (Hiccup หรือ Hiccogh)

สะอึก (Hiccup หรือ Hiccogh)


เป็นอาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ไม่เลือกเพศและวัย และทำให้บางครั้งเรารู้สึกรำคาญเวลาที่เรามีอาการสะอึก
ื่ิ
ี่ สาเหตุ: เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ตรงรอยต่อระหว่างช่องปอดและช่องท้อง
ที่เกิดขึ้นเองโดยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้เกิดการหายใจเอาอากาศเข้าไปก่อน
และจะหยุดหายใจเข้านั้นทันทีทันใด เพราะปากหลอดลมจะปิด
ทำให้เสียงดังของการสะอึกเกิดขึ้นทุกครั้งไป

สำหรับสาเหตุเชื่อกันว่าเกิดจากการรับประทานอาหารมากเกิน เร็วเกินไป บางคนอาจจะมีความตึงเครียดมากไป
หรืออาจเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มประเภทมีแอลกอฮอล์
หรือสูบบุหรี่มากเกินไปและการรับประทานอาหารที่ทำให้มีก๊าซมาก
ก็อาจเป็นสาเหตุของการสะอึกได้

ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการสะอึกไม่หยุดนานกว่า 1 วัน
มีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกวิงเวียนร่วมด้วย หรือสะอึกทุกครั้งหลังจากรับประทานยาที่แพทย์จัดให้

ในการค้นหาสาเหตุของการสะอึกเป็นเวลานานๆ แพทย์อาจต้องตรวจระบบทางเดินอาหาร ว่า มีการอักเสบของหลอดอาหารที่เกิดจากการย้อนกลับของน้ำย่อยที่มาจากกระเพาะอาหารหรือไม่ ต้องตรวจความผิดปกติในลำคอ หู จมูก ระบบทางเดินหายใจ และระบบสมองและประสาท

7 วิธีแก้อาการสะอึก

1.ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้จับลิ้นเอาไว้แล้วดึงออกมาข้างหน้าแรงๆ เพื่อช่วยเปิดหลอดลมที่ปิดอยู่

2.กลั้นหายใจเอาไว้โดยการนับ 1 – 10 แล้วหายใจออก จากนั้นดื่มน้ำตามทันที

3.ดื่มน้ำเย็นจัดช้าๆ โดยดื่มตลอดเวลา และกลืนติดๆ กัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการสะอึกหาย
หรือจนกลั้นหายใจไม่ได้

4.เขี่ยภายในรูจมูกให้จามออกมา

5.ให้กลืนน้ำตาลทรายขาวประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ โดยไม่ต้องใช้น้ำ

6.ทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง เช่น โกรธ ตื่นเต้น หรือกลัว

7.ถ้าลองทำทั้งข้อ 1-6 แล้วไม่ดีขึ้น ต้องไปพบแพทย์เพื่อใช้ยาบางตัวช่วย เช่น Lagactil,Baclofen หรือกลุ่มยาช่วยย่อย เช่น Cisapride,Omperazole เป็นต้น

ถ้าท่านกำลังสะอึกอยู่ ขอเอาใจช่วยให้หายสะอึกไวไวนะคะ ....

Sunday, June 1, 2008

เคล็ดลับ “ แต่งตัวให้ดูหุ่นเพรียว”

เคล็ดลับ “ แต่งตัวให้ดูหุ่นเพรียว”

การที่เรามีรูปร่างใหญ่หรืออวบอ้วนก็สามารถแต่งตัวให้ดูดีได้ไม่ยาก
และมีรูปร่างดีหุ่นเพรียวได้ด้วย ถ้าเราเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับรูปร่างของเรา
เพียงแค่..
*หาเสื้อผ้าที่พอดีตัว แต่ไม่ฟิตเกินไป
*เลือกเสื้อที่เป็นตัวยาวคลุมทับสะโพก
*ลายของเสื้อควรเป็นลายเล็กๆ เข้ารูปไม่ควรใช้ลายตามขวาง
เพราะ ถ้าเป็นลายตามขวาง ก็จะทำให้คุณอ้วนมากขึ้น
*เลือกเสื้อที่มีเนื้อนุ่มใส่คลุมทับกางเกงเข้ารูป
*กางเกงก็ควรจะเป็นกางเกงที่เข้ารูปพอดี
เนื้อผ้าจะต้องไม่ทิ้งตัว ใส่แล้วไม่แนบลำตัว
เพราะ ถ้าใส่แล้ว แนบลำตัว มันจะยิ่งทำให้เห็นสัดส่วนที่แท้จริงของคุณเด่นชัดขึ้น
* สีของเสื้อผ้า ควรจะเป็นสีเข้ม
*แบบเสื้อ ควรเป็นแบบที่อยู่นอกกระโปรง ไม่ควรใช้แบบเสื้อที่สอดเข้าในกระโปรง
*กระโปรง ควรเป็นทรงตรงไม่สอบเข้ารูป และ แนบลำตัวจนเกินไป เพราะ จะไปเน้นสัดส่วนความอ้วนมากเกินไป
*แขนเสื้อ ควรจะเป็นทรงตรง แต่ต้องไม่พองแบบแขนตุ๊กตา หรือ แนบเนื้อจนเกินไป

ส่วนคนที่ผอม ควรเลี่ยงการแต่งตัวแบบนี้นะคะ
* ลายผ้าตามยาว เพราะ จะทำให้ยิ่งผอมไปอีก
*เสื้อผ้าดอกเล็ก ๆสีเข้ม ๆ ไม่เหมาะกับคนผอมหรอกนะคะ
* แบบเสื้อที่คอกว้างมาก ๆ ควรหลีกเลี่ยง
เสื้อที่รัดรูป หรือ แนบลำตัวเกินไป


การแต่งตัวให้ดูดีไม่จำเป็นต้องเสื้อผ้าราคาแพง ยี่ห้อดีๆ
เดี๋ยวนี้เสื้อผ้าถูกๆก็สวยๆน่ารักๆเยอะแยะไปค่ะ
และที่สำคัญเราต้องแต่งตัวด้วยความมั่นใจ แค่นี้ก็ดูดีแล้วค่ะ........%%

Saturday, May 24, 2008

โรคจิตเภท



เรื่องของคุณ “ บุญรอด”

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ย้ายแผนกที่ทำงานไปอยู่ที่แผนกผู้ป่วยนอก(OPD)
เริ่มงานวันแรกด้วยความขลุกขลักเล็กน้อยเพราะเป็นงานใหม่ที่ไม่คุ้นเคย
ขณะที่นั่งซักประวัติตรวจร่างกายอยู่นั้นก็มีคนไข้รายหนึ่ง
เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้พอเราเริ่มซักประวัติ
ิเขาก็เริ่มเล่าอาการของเขาว่า

เมื่อคืนนี้บุญรอด มีอาการเครียด นอนไม่หลับ จะมีเสียงที่คอยสั่งให้
ให้ไปเสพยาเสพติดแต่อีกใจหนึ่งก็บอกว่าอย่าไปยุ่ง กระสับกระส่ายนอนไม่นอน ไม่สบายใจ”


เราเริ่มมีต่อมเอ๊ะ!.. คนไข้คนนี้ต้องมีอาการทางจิตแน่นอน..ชัวร์

ใช่เลย!! คนไข้จิตเวช แบบจิตเภท( Schizophrenia )

คนไข้รายนี้..
จากการสอบถามน้องๆเขาเล่าว่าจะมาโรงพยาบาลทุกวัน
วันละหลายรอบ บางวัน3-4ครั้งก็มี ถ้าเครียดมาก..
เจ้าหน้าที่และแพทย์เข้าใจปัญหาของเขาที่มีปัญหาทางจิต
และเราเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ที่คนไข้ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ทุกวันเขาจะมานั่งรอตรวจและนั่งยิ้มหวานให้พยาบาล…
บางวันก็แซวเขาบ้าง.."วันนี้มาแต่เช้าเลยนะคะ"
ก็ทำให้บรรยากาศในการทำงานไม่เครียด
เลยเก็บเอามาเล่าให้ฟัง เพราะเป็นความน่ารักอีกรูปแบบหนึ่ง
และเรามาทำความรู้จักโรคจิตเภทนี้กันดีกว่านะคะ.

โรคจิตเภท : คือ โรคจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความผิดปกติของความคิดเป็นลักษณะเด่น ซึ่งมักจะปรากฏอาการครั้งแรกในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

การวินิจฉัยโรค : จะได้จากการซักประวัติ การตรวจสภาพจิต การสังเกต รวมทั้งการตรวจด้วยแบบทดสอบทางจิตวิทยา

อาการของโรคจิตเภท มีหลายแบบด้วยกัน เช่น

*อาการผิดปกติทางความคิด

มีความคิดที่ไม่ปะติดปะต่อ ไม่ต่อเนื่องกัน ซึ่งมีผลให้ผู้ป่วยพูดผิดปกติได้ เช่น พูดไม่เป็นเรื่องเป็นราว เปลี่ยนเรื่องพูดโดยไม่มีเหตุผล

*อาการหลงผิด

คือมีความเชื่อที่ผิดๆ เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นจริง โดยไม่สามารถใช้เหตุผลใดๆ แก้ไขความเชื่อหลงผิดนี้ได้ เช่น หวาดระแวงกลัวถูกทำร้าย หลงผิดคิดว่าตนเองเป็นทหารไปออกรบมา

อาการประสาทหลอน

อาจมีประสาทหลอนทาง หู ตา จมูก ลิ้น หรือสัมผัสทางกาย เช่น ได้ยินเสียงคนพูดวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง ซึ่งผู้ป่วยได้ยินเพียงคนเดียว หรือมีอาการอื่นๆ เช่น ยิ้ม หัวเราะคนเดียว

สาเหตุ

สาเหตุของโรคยังไม่พบแน่ชัด แต่มีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ ด้านสังคม และความผิดปกติของสารสื่อนำประสาทบางอย่างในสมองร่วมด้วย ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันว่าโรคจิตเภทถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่พบว่าลูกของผู้ป่วยมีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนทั่วๆ ไป

การรักษา

รักษาด้วยการให้ยา และให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบ เช่น รับไว้ในโรงพยาบาล จนกว่าอาการจะดีขึ้น การรักษาด้วยไฟฟ้า การทำจิตบำบัด รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพทางจิตและสังคม

ในปัจจุบันเราจะพบปัญหาทางจิตเวชนี้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าญาติบางคนยังไม่เข้าใจในตัวผู้ป่วยเพียงพอ จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการกำเริบ เราควรหันมาให้ความสนใจและให้โอกาสกับผู้ป่วยเหล่านี้ ครอบครัวสามารถช่วยได้โดยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาและร่วมมือในการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยให้อาการดีขึ้นและควบคุมอาการไม่ให้กลับเป็นใหม่ได้ และกลับคืนสู่สังคมได้เร็วขึ้น......

Saturday, May 17, 2008

เคล็ดลับ"การดูแลรูปร่างหลังแต่งงาน"



เคล็ด(ไม่)ลับ “ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ”
กลับมาแล้วค่ะหลังจาก หายหน้าหายตาไปนาน
สำหรับบล็อกสุขภาพน่ารู้….
เพราะมัวไปหลงเสน่ห์ของhi5 มาสักระยะหนึ่ง
ก็เป็นอะไรที่สนุกและเช็คเรตติ้งตัวเองได้ดีมากค่ะ
ด้วยนิสัยความอยากรู้อยากเห็น..
และเป็นแฟชั่นใหม่ๆในการสะสมเพื่อน..

วันนี้เราคุยกันเกี่ยวกับ การดูแลตัวเองหลังแต่งงาน
เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับคุณผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้ว
โดยเฉพาะหลังคลอดนี่ลดน้ำหนักยากเหลือเกิน
บางคนเห็นคนอื่นหุ่นดี ต้องเข้าไปแอบกระซิบถามว่าทำยังไงถึงหุ่นดีจัง
เมื่อเราไม่อยากปล่อยให้ร่างกายเราอ้วนตุ๊ต๊ะเป็นหมูพะโล้

ต้องมารู้จักวิธีการดูแลตัวเองแบบง่ายๆค่ะ

• ควบคุมแคลลอรี่ในอาหาร ทานแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง
• พยายามรับประทานผักและผลไม้สดๆ มากๆเพื่อช่วยในการขับถ่าย
• ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อย 6-8 แก้ว ต่อวัน หรือก่อนมื้ออาหาร
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเนื้อติดมัน หรือทานพวกเนื้อปลาแทนก็ได้
• ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที
• ไม่ทานอาหารหรือขนมหวานจุกจิก
• หางานอดิเรกทำในยามว่าง

ลองดูซิคะถ้าอยากให้คุณพ่อบ้านกลับมาบ้านเร็วๆ ไม่หนีออกไปไหน
เราต้องดูแลตัวเองให้สวยและดูดีค่ะ เวลาเดินผ่านหนุ่มๆบางคนอาจมองจนเหลียวหลังเกิดอาการทึ่งและสงสัยว่า?
...อ้าว!!ขอโทษครับคุณแต่งงานแล้วเหรอครับเนี่ย!!..5555

Thursday, April 17, 2008

ดื่มเหล้ามาก จากชายกลายเป็นหญิง




ในวันหยุดช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา
บรรดานักดื่มทั้งหลายคงปฏิเสธไม่ได้กับการดื่มฉลองกัน
โดยเฉพาะญาติพี่น้องที่ต้องจากกันไปทำงานในกรุงเทพฯนานๆ
และหยุดงานหลายวันเพื่อกลับถิ่นฐานบ้านเกิด
แต่ใครจะรู้บ้างว่านักดื่มทั้งหลายถ้าดื่มเหล้ามาก จากชายจะทำให้กลายเป็นหญิงได้

เพราะการดื่มเหล้าทำให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย
แถมเหล้าที่ดื่มเข้าไปกลายเป็นน้ำตาลสะสมในรูปไขมัน
ถ้าเทียบการได้รับแคลอรี่ จากโปรตีน 1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี่
แต่เหล้า ปริมาณเท่ากันให้พลังงานถึง 7 กิโลแคลอรี่

แถมทำให้ผู้ชายที่ดื่มจัด รูปร่างเหมือนถังเบียร์ หัวล้าน มีเต้านมเหมือนผู้หญิง นั่นเป็นเพราะเหล้ามีผลต่อตับ ทำให้มีการเปลี่ยนฮอร์โมน
เพศชายกลายเป็นฮอร์โมนเพศหญิงมากขึ้น
โดยธรรมชาติของฮอร์โมนเพศหญิงใช้ในการเก็บไขมัน
คนที่ดื่มหนักก็เลยลงพุงและดูแก่เร็ว

นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก
ส่วนในหญิงที่ดื่มจัด ก็เพิ่มการเป็นมะเร็งเต้านมด้วยเช่นกัน
ถ้าใครไม่อยากแก่เร็วหรืออ้วนลงพุงละก็ดื่มให้เพลาๆลงบ้างนะคะ!!!

Wednesday, April 16, 2008

มาดื่มบำบัดโรค"คลายร้อน"กันดีกว่า



ในวันที่อากาศร้อนๆแบบนี้ก็เลยเก็บเอาเครื่องดื่มที่เราหาได้ง่ายๆช่วยคลายร้อนและดีต่อสุขภาพอีกด้วยมาฝากค่ะ

คลายความเหนื่อยล้าช่วงบ่าย: ด้วยน้ำเปล่า

เคริ่องดื่มที่มีคาเฟอีน แม้จะช่วยให้ ตื่นตัว แต่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น
อัศวินที่แท้จริงกลับเป็น น้ำเปล่าเย็นๆสัก1-2แก้ว ที่ไม่ทำให้อ้วน
แถมยังช่วยชาร์จพลังระหว่างวันให้คลายความเหนื่อยล้า
หรืออารมณ์หงุดหงิดซึ่งอาจมีสาเหตุ
จากภาวะร่างกายขาดน้ำโดยที่คุณไม่รู้ตัว

ควบคุมหรือลดน้ำหนัก:

เครื่องดื่มน้ำผักผลไม้รวมแบบเข้มข้น
เครื่องดื่มหรือน้ำผักผลไม้รวมแบบเข้มข้นโดยไม่ผสมน้ำตาล
สามารถลดน้ำหนักได้ หากคุณดื่มก่อนมื้ออาหารประมาณ 15-20 นาที
ความข้นของวิตามินและแร่ธาตุในเครื่องดื่มจะช่วยลดความอยากอาหารทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

บรรเทาอาการปวดประจำเดือน:
ชาคาโมมายล์

ผู้หญิงที่ดื่มชา คาโมมายล์ 4-5ถ้วยต่อวันจะมีปริมาณ กรดอะมิโนไกลซีน
ในร่างกายสูง สามารถช่วยผ่อนคลายอาการปวดเกร็งมดลูก
และยังคงออกฤทธิ์ต่อเนื่องไปจนถึง2สัปดาห์
ซึ่งได้ผลมากกว่าการรับประทานยาแก้ปวดเสียอีก..

ขจัดความล้าหลังออกกำลังกาย:
ด้วย นม ช็อกโกแลต

นม

เป็นเครื่องดื่ม วิเศษสุดหลังการออกกำลังกาย เพราะอุดมทั้งโปรตีนและ
คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุและวิตามินต่างๆอย่างครบถ้วน จึงช่วยคลาย
ความเหนื่อยล้าและทดแทนพลังงานที่สูญเสียไปได้เป็นอย่างดี

ช็อกโกแลต

ช่วยกระตุ้นการหลั่งสารเอนโดฟิน สารที่ร่างกายผลิตขึ้นเองและออกฤทธิ์คล้ายฝิ่น จึงช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและคลายกล้ามเนื้อ
จากการออกกำลังกาย

กระตุ้นการเผาผลาญระหว่างออกกำลังกาย: ชาเขียว

ชาเขียวสามารถเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง24เปอร์เซ็นต์
ถ้าดื่มในช่วงที่เหมาะสม คือ 1-2 แก้วก่อนออกกำลังกายประมาณ15นาที
นอกจากจะช่วยเร่งกระบวนการสลายไขมันแล้ว
สารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวยังช่วยร่างกาย
ขับสารพิษระหว่างการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี..

วันนี้ก็คงพอมีอะไรช่วยคลายร้อนได้บ้างนะคะแถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย
แบบนี้เรียกว่า"ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"ใช่ไหมคะ..คุณครูขา..

Monday, April 14, 2008

รู้ไว้ใช่ว่า..


ในหน้าร้อนนี้ที่แต่ละคนอยากตะโกนบอกว่า"ร้อนตับแตก"
สำหรับคนมี่ทำงานในห้องแอร์คงไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่แต่คนบางคนที่ทำงานที่มีแค่พัดลม
คงอยากลงอ่าง..อุ๊ย!!ไม่ใช่อาบน้ำค่ะพูดผิดไปหน่อย..อากาศมันร้อนคนบางคนก็เลยเพี้ยน
หรือหงุดหงิดเอาง่ายๆเหมือนกัน !! หรือไปเที่ยวชายทะเลกับคนรู้ใจสองคนก็ไม่เลวนะคะ

วันนี้ก็คุยกันสนุกๆ เกร็ดความรู้เล็ฏๆน้อยๆ แบบรู้ไว้ใช่ว่า..
แถมปิดท้ายด้วยพักสมองแบบขำๆ!! ทะลึ่งวันละนิดจิตแจ่มใสค่ะ..

Tips:

: การเดินวันละ 30-60 นาที สัปดาห์ละห้าวัน และรับประทานผักและผลไม้ทุกมื้อเป็นประจำ ช่วยให้น้ำหนักลดลง 7 ปอนด์ ภายในเวลาหนึ่งปีครึ่งได้ โดยไม่จำเป็ฯต้องอดหรือลดอาหารแต่อย่างใด..

: การเคี้ยวหมากฝรั่ง ช่วยป้องกันฟันผุ เพราะ การเคี้ยวหมากฝรั่งนอกจากจะช่วยดึงเศษอาหารที่ติดตามซอกฟันทำให้ฟันสะอาดขึ้นแล้ว ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำลายออกมาทำลายเชื้อแบดทีเรียซึ่งเป็นปัญหาของฟันผุแต่ต้องเลือกแบบไร้น้ำตาลนะคะเพื่อไม่ให้เป็นสาเหตุของฟันผุซะเอง..

: ลูกเดือย เป็นธัญพืชที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง บำรุงม้ามและปอด หล่อลื่นกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้บวมน้ำปวดข้อเรื้อรัง มีฟอสฟอรัสสูง และวิตามินบี1 มากกว่าข้าวกล้อง ช่วยบรรเทาอาการเหน็บชาได้และราคาไม่แพง
ชาวจีนจึงถือว่าลูกเดือยเป็นอาหารอายุวัฒนะที่ควรรับประทานเป็นประจำ

พักสมอง

ไม่หลุดคอนเซ็ปต์”

มิคถามไมต์ว่า นายรู้ไหมว่า ภรรยาของบิล เกตส์ พูดอะไรกับเขาตอนที่พวกเขานอนด้วยกัน”

ไมต์ตอบว่า เธอก็คงพูดว่า บิล เกตส์ คุณนี่มันช่างไมโคร(เล็ก) ซอฟต์(อ่อน)จริงเลย”?????

ดื่มนมลดความดัน!!

ก่อนอื่นคงต้องขอโทษด้วยที่หายไปนาน เนื่องจากติดภาระกิจ
และงานที่ทำอยู่ประจำมากมายเหลือเกิน
จนโดนบางคนล้อว่าเมื่อไหร่จะเขียนอะไรดีๆมีสาระใหม่ๆบ้าง

มาเล่าสู่กันฟังในช่วงปิดเทอมแบบนี้
วันนี้เรามาคุยกันแบบสบายๆดีกว่านะคะ
เอาเรื่องง่ายๆใกล้ๆตัวเราดีกว่า


ดื่มนมลดความดัน

การดื่มนมไขมันต่ำเป็นประจำช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้
ผู้ที่ดื่มนมมากกว่าวันละ3แก้ว เสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูง ต่ำกว่า36เปอร์เซ็นต์
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ดื่มนมวันละครึ่งแก้ว
เพราะนมอุดมไปด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม และ โพแทสเซียม
ซึ่งล้วนแต่มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตทั้งสิ้น

นอกจากนมไขมันต่ำก็อาจเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ทำจากนมเช่น
เนยแข็ง โยเกิร์ต ในปริมาณใกล้เคียงแทนหรือสลับบ้างก็ได้ค่ะ

แต่ถ้าเป็นความดันทุรังสูงนี่พยาบาลอย่างเราก็ไม่รู้จะแก้ยังงัยแฮะ!
ก็คงต้องแก้ปัญหาแบบตัวใครตัวมันแล้วกันค่ะ...

Saturday, March 1, 2008

สูตรอาหารแบบวิธีธรรมชาติบำบัด



การเจ็บป่วยเพราะอาหารต้องแก้ด้วยการกินอาหาร
เรียกว่า “เกลือจิ้มเกลือ”
สูตรอาหารตามวิธีธรรมชาติบำบัด โดยการล้างพิษออกจากร่างกายโดยใช้อาหาร

สูตรที่ 1 ล้างไขมันในหลอดเลือด
ใช้ : โยเกิร์ต + นมสด (ประเภทพร่องมันเนยก็ได้) + น้ำผึ้ง + มะนาว
โดยนำมาผสมกันตามความชอบแล้วดื่มตอนเช้า

สูตรที่2 ล้างพิษด้วยเห็ด 3 อย่าง
ใช้: เห็ดสามอย่างที่รับประทานได้ นำมาต้มเอาน้ำมาดื่ม (ห้ามนำเอาไปผัดน้ำมัน)หรือทำอาหารประเภทแกงจืด แกงส้ม ตุ๋นไข่
เพราะอนุพันธ์ของเห็ดจะถักทอกันแล้วไปหุ้มสารพิษได้ โยเฉพาะซีสต์ เนื้องอก มะเร็ง และไวรัสบีลงตับ เช่น เห็ด หอม เห็ดหูหนูขาว เห็ดหูหนูดำ หรือบางคนก็เอามาต้มรวมกันแล้วเติมมะตูม ใบเตย เติมน้ำตาลกรวดก็เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเป็นตัวล้างพิษได้

สูตรที่3 การล้างหินปูนในหลอดเลือด
ใช้: กระเจี๊ยบแดงสด หรือ กระเจี๊ยบแดงแห้ง
ต้มกับพุทราไทยแห้ง อาจใช้พุทราป่า พุทราบ้าน พุทราอยุธยา หรือพุทราจีนก็ได้แต่ถ้าเป็นพุทราไทยแบบพุทราป่า จะประหยัดและหอมกว่า ต้มดื่มน้ำ
เหมาะกับคนที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง หรือมีหินปูนตามสมอง แก้คนที่เป็นอัลไซเมอร์และล้างหลอดเลือดให้สะอาด ส่วนน้ำตาลทราย นั้นก็บำรุงปอด แต่อย่ากินมากเท่านั้นเอง

สูตรที่4 การล้างน้ำตาลในหลอดเลือด
ใช้: กระเจี๊ยบ+พุทรา+รางจืด(เพื่อช่วยในการล้างน้ำตาลในหลอดเลือดได้ดี) นำมาต้มน้ำดื่ม

สูตรที่5 การล้างสารเสพติด
หญ้าดอกขาวแห้งต้ม นำน้ำมาดื่ม
โดยเอาหญ้าดอกขาวมาสับ ตากแดดไว้สักแดดแล้วเอามาคั่วให้แห้ง ห้ามใช้สดๆเพราะมีสารพิษอยู่ในตัว ตัวนี้ช่วยล้างสารเสพติด คือ ติดเหล้า ติดบุหรี่ ติดน้ำตาล
ถ้าคนปกติดื่มก็ได้เพราะไปช่วยบำรุงธาตุทำให้มีกำลัง

สูตรที่6 แก้โรคเบาหวาน
โรคนี้สาเหตุมาจากตับอ่อน ไม่แข็งแรง การฟื้นฟูตับอ่อน มีสมุนไพร 3 ตัวคือ

1.หญ้าหวาน จะฟื้นฟูตับอ่อนได้ดีที่สุด โดยเฉพาะตัวรากหญ้าหวานเป็นสินค้าส่งออก แปรรูปเป็นน้ำสกัดจากรากหญ้าหวานเมื่อส่งออกแล้วห้ามนำเข้ามาขายในประเทศ(กฎหมายบังคับ) เราจึงได้รับประทานแต่ใบหญ้าหวานก็พอชดเชยแก้เบาหวานได้บ้าง

2. รากเตยหอม ต้มกับน้ำสามารถฟื้นฟูอาการเบาหวานได้ และเพิ่มพลัง(เหมือนกระชายดำ)

3.ใบมะยม รับประทานได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ แต่ที่นิยมคือใบ เพทาหลาด(ใบที่ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป) โดยนำมารับประทานโยการต้ม แกงเลียง ต้มโคล้ง ต้มยำ รับประทานสดๆ

สูตรที่7 แก้โรคหอบหืด
ใช้: ขิงแก่+กระทียม+หอมแดง+มะนาว+น้ำผึ้ง
ตัวยาที่แก้หอบได้ดีคือ ขิง โดยนำขิง กระเทียม หอมแดงขนาด(เท่านิ้วหัวแม่มือผู้ป่วย) นำเข้าเครื่องปั่นหรือตำในครก เติมน้ำดื่มหนึ่งแก้วกรองเอาเฉพาะน้ำ ใส่น้ำผึ้ง1ช้อนโต๊ะ บีบมะนาว 3-4 ลูก น้ำจะออกเป็นสีชมพู ถ่าน้ำออกมาเป็นสีอื่นแสดงว่าใช้ไม่ได้ เวลาดื่มต้องนั่งดื่ม เพราะยาแรงอาจทำให้ล้มได้ เวลาที่ดื่มคือ 03.00-05.00น. ดื่ม30วัน ถ้าเลยช่วงนี้ไปต้องดื่มเป็นเวลา60วัน

ในปัจจุบันนี้คนที่เป็นหอบไม่ค่อยหายเพราทานเนื้อหมูที่เขาเลี้ยงโยฉีดยาแก้หอบหืดให้มัน หรือคลุกในอาหารเพื่อหมูจะได้มีไขมันน้อยและเนื้อแดง พอเราทานเข้าไปมากๆเราเลยได้รับยานั้นไปด้วยยาแก้หอบที่ใช้ก็เลยใช้ไม่ค่อยได้ผล

สูตรที่8 โรคริดสีดวง
ใช้: มะระจีน นำมาตำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำผสมเกลือ น้ำตาล ดื่มก่อน 07.00น.

สูตรไทย: ทานกล้วยหอมมื้อเย็นวันละ2ลูก ริดสีดวงจะฝ่อเอง

สูตรจีน: รับประทานกล้วยหอมทั้งเปลือกโดยสไลด์กล้วยหอมทั้งเปลือกต้มน้ำให้ท่วมกล้วย แล้วเติมน้ำตาลกรวดนิดหน่อย(2ลูก ต่อ 1วัน) รับประทานทุกวันจนหาย

:มะระจีน 1ลูก เอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นๆเหมือนฟัก นำมาตำหรือปั่น ห้ามเติมน้ำเพิ่มเข้าไปเพราะจะทำให้ท้องเสียได้ เติมน้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะเกลือครึ่งช้อนชา เวลาที่ดีที่สุดควรดื่มในช่วง เวลา 05.00-07.00น.

ถ้าเราใส่ใจในสุขภาพโดยหันกลับมาใช้สมุนไพรพื้นบ้านหรือ
ใช้ภูมิปัญญาของไทยเราเองในอนาคตข้างหน้า
อาจไม่ต้องพึ่งยาจากเมืองนอกราคาแพงๆอีกก็เป็นได้นะคะ

นาฬิกาชีวิต

นาฬิกาชีวิต
ของอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา ซึ่งเป็นนักธรรมชาติบำบัด
คำว่าธรรมชาติบำบัด หมายถึง ..“การดูแลตนเองและคนรอบข้างให้มีสุขภาพดี โดยไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ใช้ยา ไม่ผ่าตัด ส่วนการเจ็บป่วย ถึงขั้นต้องกินยา ต้องผ่าตัดนั่นเป็นเรื่องของหมอ”...

นาฬิกาชีวิต”

โดยปกติคนเราจะสนใจดูแลสุขภาพร่างกาย กล้ามเนื้อและผิวพรรณ
แต่ไม่ค่อยได้สนใจ การดูแลอวัยวะภายในร่างกายของเราอวัยวะภายในเหล่านี้
จะมีเวลาทำงาน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทุก2ชั่วโมงตลอดทั้งวันที่เรียกว่า “ นาฬิกาชีวิต”ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพอีกทางเลือกหนึ่ง
อวัยวะภายในจะทำงานหมุนเวียนกันไป เหมือนเข็มนาฬิกาได้แก่..

1. ช่วงเวลา 03.00น.-05.00น.

เป็นช่วงของวันใหม่ อวัยวะที่สำคัญเริ่มทำงาน ได้แก่ ปอด
โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคปอดหรือทางเดินหายใจ
เคล็ดลับ ให้ตื่นขึ้นมาแล้วสูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ เพราะอากาศตอนเช้าจะสดชื่น
ส่วนผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจหอบหืด

2.ช่วงเวลา 05.00-07.00น.

อวัยวะที่ทำหน้าที่คือ ลำไส้ใหญ่
เป็นช่วงที่ร่างกายต้องขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
ซึ่งบริเวณลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ในการดูดซึมสารอาหาร เพื่อไปสร้างเม็ดเลือดแดง คนเราจะมีเลือดดีหรือไม่ดีอยู่ที่ลำไส้ใหญ่
สำหรับคนที่ต้องการทำดีท้อกแบบสวนทวารไม่แนะนำ
เพราะจะเป็นอันตราย เนื่องจากบริเวณลำไส้ใหญ่และลำไส้เล็กจะมีข้อต่ออยู่ ถ้ามีน้ำเขาไปอัดอาจจะเกิดระเบิดเป็นอันตรายได้
ควรล้างลำไส้ใหญ่โดยการดื่มน้ำ วันละ5แก้ว
อาหารที่ล้างลำไส้ได้ดีคือ โยเกิร์ตผสมนม มะนาว และน้ำผึ้ง
และ รับประทานขมิ้นชัน สำหรับผู้ที่ท้องผูกเป็นประจำ
ห้ามใช้ยาถ่ายหรือยาระบายเพราะจะทำให้ปลายประสาทเสื่อม

3. ช่วงเวลา07.00-09.00น.

อวัยวะที่ทำหน้าที่คือ กระเพาะอาหาร เพราะเป็นช่วงที่รับประทานอาหารเช้า ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำให้กระเพาะเสื่อม
โดยจะมีอาการเหล่านี้

3.1 ใบหน้าจะแก่เร็ว คือลำไส้ไม่มีการขับถ่าย แล้วจะไปบีบเอาอุจจาระกลับเข้ามาที่กระเพาะจะถูกย่อยซ้ำ ส่งสารที่ย่อยเข้ากระแสเลือด ทำให้ร่างกายได้รับก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซพิษ เด็กไทยยุคใหม่ไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้าเนื่องจากความเร่งรีบ
ทำให้ค่า IQ ต่ำลง ดังนั้นเด็กๆควรรับประทานอาหารเช้า
หรืออย่างน้อยควรรับประทาน โยเกิร์ต และ กล้วย 1 ลูก จะทำให้การเรียนดีขึ้น

ดังคำพูดที่ว่า “ อาหารเช้าบำรุงสมอง อาหารกลางวัน บำรุงกำลัง ส่วนอาหารเย็น บำรุงเซ็กส์

3.2 ปวดเข่า เพราะไม่กินข้าวเช้า จะทำให้ขาไม่มีแรง ผิวพรรณไม่ดี ผิวจะตกกระ

4.ช่วงเวลา 09.00-11.00น.
อวัยวะที่สำคัญ คือ ม้าม ซึ่งจะอยู่ตรงชายโครงด้านซ้ายอยู่ระหว่าง กระเพาะ ปอด หัวใจ

ม้ามมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง น้ำเหลืองและภูมิคุ้มกันโรค
คนที่ม้ามโต จะผอมถาวร รับประทานเท่าไหร่จะไม่อ้วน
คนที่ม้ามชื้นน้ำเหลืองจะเสียง่าย ทำให้เป็นเริม งูสวัดได้ง่าย
ไม่กินอะไรก็อ้วน
ใครที่นอนช่วงเวลานี้ก็จะอ้วนแต่ถ้าได้เดินไปเดินมาหรือใช้สมองคิด
จะทำให้เกิดการเผาผลาญพลังงานได้ดี
การรับประทานขมิ้นชัน ที่เป็นผงหรือแคปซูลเป็นประจำ
นอกจากนี้่ มันเทศ สีเหลือง สีแดง สีขาว สีม่วง หรือบุก รับประทานแล้วจะลดความอ้วน

5.ช่วงเวลา 11.00-13.00น.

อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่คือ กล้ามเนื้อหัวใจ การดูแลหัวใจ อย่าอยู่ในอากาศร้อน
สำหรับคนที่ต้องทำงานในห้องแอร์ ตลอดเวลา ถ้าจะออกไปข้างนอกให้ยืนตรงประตูเพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายก่อน อย่าออกทันที เพราะจะทำให้อวัยวะภายในสุกได้ เช่นตับ หัวใจ หรือ อาจทำให้ตายได้ หัวใจที่ขาดสารอาหารโปตัสเซียม
จะทำให้เกิดการไหลตาย
คนที่เป็นโรคหัวใจจึงให้รับประทานผลไม้มากๆ
และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
ถั่ว ข้าวเหนียว และของดอง ซึ่งมีโซเดียม หรือ เกลือสูง
เป็นสาเหตุให้หัวใจวายได้


6.ช่วงเวลา 13.00-15.00น.

อวัยวะที่สำคัญคือลำไส้เล็ก
ซึ่งเป็นอวัยวะที่ยาวมาก ลำไส้ผู้ชายจะยาว 30ฟุต ส่วนผู้หญิงจะยาวถึง40ฟุต
ดังนั้นผู้หญิงจึงมีปัญหาเรื่องลำไส้มากกว่าผู้ชาย เพราะลำไส้ยาวก็มีขยะตกค้างมาก ถ้ารับประทานผักและผลไม้มากๆจะช่วยได้
แต่ถ้ารับประทานพวกเนื้อสัตว์มาก จะทำให้เป็นมะเร็ง ลำไส้
และถ้าชอบของผัดของทอดที่มีน้ำมันพืชมากๆ
เพราะน้ำมันที่ใช้ทำจากน้ำมันปาล์มมีราคาถูก

7.ช่วงเวลา 15.00-17.00น.

อวัยวะที่สำคัญคือ กระเพาะปัสสาวะ
ทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกาย ในคนที่ชอบกลั้นปัสสาวะบ่อยๆหรือเหงื่อออกน้อย เนื่องจากทำงานในห้องแอร์
จะทำให้เป็นนิ่ว และกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ง่าย
ควรรับประทาน แกนสัปปะรด ช่วยขับปัสสาวะได้ดี

8. ช่วงเวลา17.00-19.00น.

อวัยวะที่สำคัญคือ ไต
วิธีการรักษาโรคไต คือ ให้ดื่ม น้ำกระชาย จะทำให้ไตแข็งแรง หรือเห็ดหูหนูดำ
อาหารที่บำรุงไตได้แก่ เม็ดบัว จะช่วยบำรุงไต กระดูก สมอง สรรพคุณจะมากกว่าแป๊ะก๊วย

9.เวลา 19.00-23.00น.

อวัยวะที่สำคัญคือ เยื่อหุ้มหัวใจ คนที่มีโคเลสเตอรอลสูงจะทำให้เส้นเลือดตีบ ส้นเลือดขอดที่ขา
ให้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบต้มกับน้ำพุทรา
ถ้าเป็นโรคเก๊าต์ ให้รับประทานลูกเดือย

10.ช่วงเวลา21.00-23.00น.
ช่วงนี้ ร่างกายห้ามโดนความเย็นร่างกายจะป่วยง่าย
แต่ถ้ามีไข้ ให้ดื่มน้ำขิง จะช่วยลดไข้ได้

11.ช่วงเวลา23..-01.00น.

ี้ ร่างกายต้องการน้ำเปล่า 1 แก้ว ร่างกายจะสดชื่นจะไม่ปวดหัว แล้วจะทำให้ตื่นเช้าด้วย

12.ช่วงเวลา 01.00-03.00น.
เป็นช่วงเวลาของตับ เป็นช่วงเวลาที่คนเราต้องนอน ถ้าไม่นอนจะเป็นโรค
ไวรัสลงตับ มะเร็งในตับ แต่ถ้าหลับแค่2ชั่วโมงจะรู้สึกสดชื่น
วิธีแก้ คือ ให้รับประทาน น้ำตาลจะช่วยได้ค่ะ

ลองเอาความรู้เรื่อง์ของอาหารตามแบบธรรมชาติบำบัดไปใช้ดูนะคะ

Friday, January 11, 2008

คนหุ่นดีเขาทานกันอย่างไร


สวัสดีค่ะเราคุยกันถึงเรื่องโรคอ้วนกันไปแล้วทีนี้เรามาคุยกันเรื่องคนที่หุ่นดีๆเขาทำกันอย่างไร
คน "อ้วน" มักเข้าใจว่า คนผอมๆ หุ่นดีนั้นเกิดมามีบุญ กินอะไรก็กินได้ ไม่เห็นต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น
เพราะเห็นกินอะไรก็ไม่เห็นอ้วนกับเขาสักที
อยากให้สาวอ้วนง่ายทั้งหลายทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าคนที่อยากจะทานอะไรก็ทาน ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนนั้นมีน้อยมาก คนประเภทนี้โชคดีจริงในเรื่องหุ่นแต่หากว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป โชคร้ายอาจตามมาทีหลังได้ เพราะการรับประทานอาหารไม่เลือก จะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารผิดๆ มาตลอด อาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บทีหลังได้ ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่ดูเหมือนจะโชคดี แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ว่าเธอทานอะไรก็ไม่อ้วน แต่สิ่งที่เธอทานนั้น เธออาจเลือกอยู่ในใจแล้วก็ได้ว่าสิ่งไหนควรทาน หรือไม่ควรทาน

การรับประทานอาหารแบบที่เรียกว่า "เลือกรับประทาน เพื่อรักษาหุ่น หรือลดน้ำหนัก" เป็นเรื่องง่ายที่จะจำ ส่วนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำหรือเปล่า คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของคุณเองด้วย

# ควรรับประทานอาหารเป็นมื้อๆ คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น ก่อน 6 โมงเย็น นอกเหนือจาก 3 มื้อที่ว่าแล้วหากทนไม่ไหวจริงๆ ลองหาชาเขียวร้อนๆ ดื่มแก้ง่วงจะดีกว่า

#ไม่ควรรับประทานอะไร ขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่ เช่น อ่านหนังสือ ทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต ดูทีวี หรือขณะนั่งรถ ยิ่งทำบ่อยแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้คุณอ้วนเร็วขึ้น และ อ้วนแบบไม่รู้ตัว

#หัดเป็นตัวของตัวเอง โดยเลือกรับประทานอาหารที่คุณเห็นว่ามีแคลอรีต่ำ อย่าปล่อยให้เพื่อนๆ หรือคนรักท้าทายคุณด้วย อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เป็นอันขาด

# ควรรับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ได้อย่างน้อย 10 ครั้งต่อคำ หากหิวมากๆ ควรอดใจสั่งอาหารเพียง 1 อย่าง ก่อนที่จะสั่งอย่างที่ 2 มาพร้อมกัน ไม่ว่าคุณจะหิวแค่ไหน

#มองดูอาหารในจานว่าเป็นอาหารประเภทใด มีเนื้อสัตว์ และผักขนาดไหน จากนั้นควรเลือกทานผักให้หมดจานก่อนเริ่มรับประทานเนื้อสัตว์ ถ้าเป็นไปได้ ควรเขี่ยเนื้อสัตว์ออกนอกจานไปเลย

#หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือแกงกะทิ และน้ำอัดลมอย่างทุกชนิด หากทำได้ จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักเดิมให้คงที่ และสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย

#หากคุณชอบดื่มชา กาแฟ หรือโอวันติน ให้ดื่มเพียงวันละ 1 ถ้วย หรือดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย ทำได้หรือเปล่า

#หากคุณต้องการดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมพร่องมันเนย หรือนมเปรี้ยว คุณควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

#เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่สาวๆ ชอบ แต่ถ้าอยากผอม ก็ไม่ควรทานเลย หรือทานได้สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละชิ้นสองชิ้นก็พอ

#หลีกเลี่ยงการทานลูกอม บ่อยๆ เพราะลูกอมชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะทานเล่นหรือเพื่อระงับกลิ่นปาก ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมทั้งนั้น

#ถ้าอยากเป็นสาวหุ่นดี ต้องรับประทานอาหาร 1 จานต่อ 1 มื้อเท่านั้น

#ฝึกรับประทานผลไม้มากๆ ส่วนผลไม้ต้องห้ามคือผลไม้ที่มีรสหวาน มีแคลอรี และปริมาณน้ำตาลสูง เช่น ทุเรียน เงาะ ละมุด ลำไย ขนุน

#ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว

ยังมีอีกหลายวิธีที่สาวหุ่นดีใช้ในการเลือกรับประทานอาหาร อย่าลืมว่า หากคุณสามารถทำได้ตามที่แนะนำข้างต้น เชื่อว่า อีกไม่นาน หุ่นของคุณจะสวยงามขึ้น และนิสัยการรับประทานของคุณก็จะเปลี่ยนไป หากคุณต้องการลดน้ำหนักให้เร็วขึ้น การออกกำลังกายควบคู่กันไป จะยิ่งช่วยคุณให้หุ่นดีได้ แต่อย่าลืมทำจิตใจให้สบายด้วยเพราะสุขภาพกายและจิตใจต้องไปด้วยกัน
อ่านจบแล้วลองดูภาพน่ารักๆด้านล่างซิคะ

Thursday, December 27, 2007

วันนี้"โรคอ้วน"มาเยือนท่านแล้วหรือยัง

โรคอ้วน :



คงไม่ต้องคิดมาก ว่าทำไมจึงอ้วน เพราะส่วนใหญ่การที่คนใดคนหนึ่งจะอ้วน แสดงว่าคนนั้นได้รับประทานอาหารเข้าไปมากกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด จึงมีการสะสมสิ่งที่เหลือเป็นไขมันอยู่ตามร่างกาย จนกลายเป็นโรคอ้วน

สาเหตุของโรคอ้วน
1.การรับประทานอาหาร หากรับประทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำจะให้น้ำหนักเกิน
2.โรคต่อมไร้ท่อ เช่นต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อยจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากร่างกายเผาผลาญอาหารน้อยลง โรค cushing ร่างกาย7.สร้างฮอร์โมน cortisol มากทำให้ร่างกายมีการสะสมไขมัน ฮอร์โมนนี้อาจจะมาจากร่างกายสร้างเอง หรือจากลูกกลอน ยาแก้หอบ ยาชุด หรือร่างกายสร้างขึ้นเนื่องจากเนื้องอกต่อมหมวกไต
3.ยา ยาบางชนิดทำให้ความอยากอาหารเพิ่ม เช่นยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า tricyclic antidepressant,phenothiazine ยาลดความดัน beta-block
4.กรรมพันธุ์ จะพบว่าบางครอบครัวจะอ้วนทั้งหมดซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่
5.วัฒนธรรมการดำรงชีวิตและอาหารซึ่งเห็นได้ว่าบางชาติจะมีน้ำหนักเกินเนื่องจากอาหารของชาตินั้นนิยมอาหารมันๆ
6.ความผิดปกติทางจิตใจทำให้รับประทานอาหารมาก เช่นบางคนเศร้าแล้วรับประทานอาหารเก่ง
7.การดำเนินชีวิตอย่างสบาย มีเครื่องอำนวยความสะดวกมากมาย และขาดการออกกำลังกาย มีรถยนต์ มีเครื่องทุ่นแรง มีทีวีรายการดีๆให้ดู มีสื่อโฆษณาถึงน้ำหวาน น้ำอัดลม เหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วนตั้งแต่ในวัยเด็ก รวมถึงการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่


โรคอ้วนเสี่ยงต่อโรคใดบ้าง
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคหัวใจขาดเลือด
- โรคคอเลสเตอรอลสูงในเลือด
- โรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด
- โรคเบาหวาน
- โรคนิ่วในถุงน้ำดี
- กระดูกและข้อเสื่อมเร็วกว่าคนปกติ
- ระบบทางเดินหายใจทำงานไม่สะดวก
- โรคที่เกี่ยวกับปัญหาด้านจิตใจ

วิธีลดน้ำหนัก

1. รับประทานอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการใช้ในแต่ละวัน หมายถึงกิจกรรมแต่ละวันเหมือนเดิม แต่รับประทานให้น้อยลงท่านต้องพยายามตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักเอาไว้
น้ำอัดลมที่รับประทานประจำก็เปลี่ยนเป็นน้ำเปล่า ขนมหวานก็เปลี่ยนเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด ไม่รับประทานของจุกจิกระหว่างมื้อ การรับประทานแต่ละคำพยายามเคี้ยวให้ละเอียด อย่ารับประทานคำใหญ่ๆ และด้วยความรวดเร็ว



2. ออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานให้มากกว่าที่เข้าไปแต่ละวัน หมายถึงรับประทานอาหารเท่าเดิมแต่ออกกำลังกายให้มากขึ้น



การลดน้ำหนักของท่านอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดๆ ก็ตาม จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะโปรแกรมการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักจะลดในส่วนที่เป็นน้ำภายในร่างกาย และการจำกัดอาหารบางครั้งทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นพวกวิตามิน หรือโปรตีนที่จำเป็น ตลอดจนหากออกกำลังกายอย่างมาก เพื่อพยายามลดน้ำหนักให้เต็มที่อย่างรวดเร็ว จะไม่อยู่ในวิสัยของคนทั่วไปที่จะทำได้ตลอดไป ดังนั้น น้ำหนักก็จะกลับขึ้นมาอีกหลังจากหมดโปรแกรมนั้นๆ แล้ว



วันนี้ขอแนะนำการรับประทานอาหารแบบเน้นโปรตีน (High-protein diet)
เป็นที่รู้จักมานานแล้ว ในแวดวงนักกีฬาและการเพาะกาย ก่อนที่คนทั่วไปจะรู้จักในชื่อของ ดร. แอตกิน (Atkin) ว่าการทานอาหารแบบนี้ไม่เพียงจะช่วยในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่ยังช่วยลดสัดส่วนไขมันของร่างกายด้วย
ยังช่วยลดความอยากอาหาร ส่งผลให้เราได้รับปริมาณแคลอรีลดลง

โปรตีนจะช่วยกระตุ้นระบบการทำงานในร่างกายให้เพิ่มการผลิตกลูโคส จากนั้นกลูโคสจะเดินทางไปที่ตับ และกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ก่อนจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าหยุดทานอาหารได้แล้ว

ใครที่กำลังอยากลดน้ำหนักหรือความอ้วน ลองเอาวิธีทานอาหารแบบเน้นโปรตีนไปใช้ดูซิคะอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่อาจจะได้ผลโดยไม่ต้องลดหรืออดอาหารจนหน้าเหี่ยว หรือไม่อยากเป็นคนอ้วนเหมือนรูปข้างล่างนี้ต้องรีบปฏิวัติตัวเองโดยด่วน!!!

Wednesday, December 26, 2007

มารู้จักโรคตับอักเสบบีกันเถอะ

วันนี้มีความรู้เรื่องโรคตับอักเสบบีที่พบกันบ่อยบางคนอาจสงสัยว่าโรคนี้ติดต่อกันได้อย่างไรมีอาการแสดงของโรคแบบไหนตลอดจนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องเมื่อเป็นโรคแล้วอย่างไรก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับโรคนี้กันก่อนนะคะ


ตับอักเสบบี คือ การอักเสบของเซลล์ตับอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ (HBV) การอักเสบจะทำให้เซลล์ตับตาย หากเป็นเรื้อรังจะเกิดผังผืด ตับแข็งและมะเร็งตับได้




ไวรัสตับอักเสบบี มีความสำคัญกับเราหรือไม่

ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่งของประเทศไทย ่โรคนี้เมื่อเป็นแล้วก่อให้เกิดอันตรายที่สำคัญตามมาได้แก่ ตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งของตับ พวกที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี มีโอกาสเป็นมะเร็งตับมากกว่าพวกที่ไม่ได้เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ บี ถึง 223 เท่า อัตราความชุกในประชาชนทั่วไปประมาณร้อยละ 8-10 คนที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ บี มีประมาณ 5 ล้านคนในประเทศไทย สำหรับผู้ที่เป็นพาหะของโรค โอกาสที่จะกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบให้หมดไปมีน้อย พบร้อยละ 1-2 ต่อปี โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสชนิดบี นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่น่าวิตก ทำให้เกิดการเจ็บป่วย พิการ และเสียชีวิตได้ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องหาวิธีการควบคุมและป้องกันที่เหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบ ติดต่อกันอย่างไร

การติดต่อของโรคนี้ติดต่อกันได้ ที่สำคัญมี 4 ทาง คือ

1. ติดต่อทางเลือด โดยได้รับเชื้อจากการได้รับเลือดจากผู้ที่เป็นโรคนี้ ปัจจุบันเราพบการติดต่อทางนี้น้อยลง เพราะเรามีการตรวจเลือดก่อนที่จะนำมาให้คนไข้



2. ติดต่อทางน้ำลาย การรับประทานอาหารร่วมกับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี มีโอกาสจะติดต่อกันได้ง่าย เพราะการรับประทานอาหารของคนไทยมักจะลืมใช้ช้อนกลาง ทำให้มีโอกาสติดโรคนี้ได้ง่าย



3.ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสจะติดโรคนี้ได้ โดยไม่ได้ป้องกัน ซึ่งไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ง่ายกว่าเชื้อไวรัสเอดส์ การสัก เจาะหู หรือการฝังเข็ม โดยอุปกรณ์ที่ผ่านการฆ่าเชื้อไม่ถูกต้อง การได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดที่ไม่จำเป็นก็อาจเป็นสาเหตุได้แต่พบได้น้อยมากในการตรวจกรองของธนาคารเลือดในปัจจุบัน



4. ติดต่อจากมารดาสู่บุตร การติดต่อนี้จะมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อได้ในระหว่างคลอด จึงควรมีการตรวจเลือดมารดาในตอนที่ฝากครรภ์ ถ้าพบว่ามารดามีเชื้อโรคนี้อยู่ ควรให้วัคซีนแต่ทารกตั้งแต่แรกเกิด เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้เกือบร้อยละ100



อาการของโรคแบ่งเป็น3ระยะ
1. ตับอักเสบเฉียบพลับ
ในประเทศไทยผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันราว 1/3 เกิดจากไวรัสตับอักเสบบี ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหารตามด้วยคลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา จากตับที่โตแล้วจึงสังเกตว่าปัสสาวะเข้ม ตาเหลืองในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบบี ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติพร้อมกับร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบ บี มีเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกไปจากร่างกายได้เป็นตับอักเสบเรื้อรังและน้อยกว่าร้อยละ 1 อาจเกิดอาการตับวายได้
2.ตับอักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี พบความผิดปกติในการทำงานของตับ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่มีการอักเสบและการทำลายเซลล์ตับมากๆ โรคจะดำเนินต่อไปทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพลง จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด

3.ตับแข็ง
ซึ่งมักมาพบแพทย์จากอาการแทรกซ้อน เช่น เท้าบวม ท้องบวม อาเจียนเป็นเลือด หรืออาจกลายเป็นมะเร็งตับ



การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ บี สามารถกระทำได้โดย

1. การตรวจการทำงานของตับโดยการหาเอ็นไซม์ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์ตับที่อักเสบ คือ SGOT (AST) และ SGPT (ALT) ปกติระดับเอ็นไซม์สองตัวนี้จะน้อยกว่า 40 ถ้าสูงผิดปกติบ่งบอกถึงการอักเสบของตับ


2. การตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี
ซึ่งมีการตรวจทั้งการหาแอนติเจนของไวรัส และการตรวจทางน้ำเหลืองซึ่งถ้าให้ผลบวกแสดงถึงการติดเชื้อที่มีการแบ่งตัวของไวรัสอย่างรวดเร็วมีปริมาณไวรัสมาก นอกจากนี้อาจมีการตรวจหาไวรัสด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสในเลือด ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่า และสามารถบอกปริมาณจากไวรัสได้

3. การตรวจพยาธิสภาพของตับโดยการใช้เข็มเล็กๆ เจาะดูดเอาเนื้อตับชิ้นเล็กๆ ออกมาตรวจ การตรวจนี้จะมี ประโยชน์มาก ในการประเมินความรุนแรงของตับอักเสบ เพื่อประโยชน์ในการรักษาและการพยากรณ์โรค

4. การตรวจทางรังสีวิทยา
เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียง (Ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อาจ ได้ประโยชน์ในการประเมินว่ามีตับแข็งหรือก้อนผิดปกติในตับหรือไม่

การรักษาและการปฏิบัติตัว

1. ผู้ป่วยที่มีอาการการแก้ตับอักเสบเฉียบพลัน จะค่อย ๆ ทุเลาขึ้นเองเมื่อพักผ่อนและรับประทานอาหารให้พอเพียง ผู้ป่วยบางรายเข้าใจว่าการดื่มน้ำหวานในปริมาณมาก ๆจะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะน้ำตาลจะไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ และอาจทำให้ตับโตจุกแน่นกว่าปกติ



2. ส่วนมากผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรังจะไม่แสดงอาการ แพทย์จะใช้อินเตอร์เฟอรอน (Interferon) ซึ่งเป็นยาฉีด โดยใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 4 - 6 เดือนจึงจะเริ่มเห็นผล นอกจากนั้นอาจใช้ยารับประทาน ลามิวูดีน มีผลข้างเคียงน้อยกว่า อย่างไรก็ตามการรับประทานยานานๆ อาจมีโอกาสทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้และที่สำคัญคือทั้งยารักษาอินเตอร์เฟอรอน และลามิวูดีนใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยที่การทำงาน ของตับเป็นปกติหรือกลุ่มพาหะ




3. ผู้ป่วยควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด ทั้งในตับอักเสบเฉียบพลัน และเรื้อรังพบว่าการดื่มสุราทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น ในตับอักเสบเรื้อรังยังทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพจนเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับเร็วขึ้น
หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกตัวจะถูกทำลายที่ตับ การใช้ยา ต่างๆ จึงควรระมัดระวังและควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วยว่าเป็นตับอักเสบอยู่ด้วย การใช้ยาสมุนไพร หรือยาสามัญประจำบ้านต่างๆ อาจทำให้โรคลดลงได้
หมั่นตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แม้แต่ในผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรได้รับการตรวจเป็นระยะ ๆอย่างน้อยทุก 4-6 เดือน เพราะบางครั้งจะมีการอักเสบเกิดขึ้นได้ ในผู้ป่วยที่เป็นชาย อายุมากหรือมีตับแข็งร่วมด้วย ควรติดตามเป็นระยะๆ เพื่อตรวจหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มต้น และต้องออกกำลังกายด้วย
สิ่งสำคัญที่ควรทราบก็คือ การรับประทานยาคุมกำเนิดจะ ไม่ส่งผลกระทบต่ออาการของโรค และผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี สามารถตั้งครรภ์ได้



ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ทั้งที่ทำจากเลือดและผลิตโดยกรรมวิธีพันธุวิศวกรรม โดยฉีดวัคซีน 3 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยมีระยะห่างระหว่างเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ประมาณ 1 เดือน ส่วนเข็มที่ 3 ควรห่างจากเข็มแรก 6 เดือน ซึ่งวิธีนี้ได้รับความนิยมมากกว่า ผู้ที่มีภูมิคุ้มกับปกติจะเกิดภูมิต้านทานสูงถึงร้อยละ 90 - 95 หากฉีดครบแล้วไม่มีความจำเป็นต้องฉีดกระตุ้นอีก เพราะเชื่อว่ามีภูมิต้านทานตลอดชีวิต
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้วขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงสวัสดีปีใหม่ค่ะ

Saturday, September 15, 2007

โยคะใบหน้าอำลาริ้วรอย

โยคะใบหน้า อำลาริ้วรอย


โยคะใบหน้า เป็นการนวดหน้าที่มีระบบ มีการกดจุด พร้อมกับการหายใจเข้า-ออก เพื่อช่วยผ่อนคลายให้กับผิวหน้า ทำให้ริ้วรอยจางลง การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น คงความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวตึงตัวไม่หย่อนคล้อย
เริ่มบริหารใบหน้าด้วยโยคะกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อชะลอความเสื่อมโทรมของผิวให้ช้าลง
ความเปล่งปลั่งสวยงามจะได้อยู่กับคุณนานเท่านาน เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าและทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งจะช่วยให้การลูบผิวเพื่อการทำโยคะหน้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น...

1. ยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของใบหน้า ทำท่าละ 3-5 ครั้ง โดยช่วงที่กดลูบให้หายใจเข้า เมื่อปล่อยให้หายใจออก
หน้าผาก ยืดกล้ามเนื้อโดยใช้นิ้วชี้กดตรงโคนผมเพื่อให้ผิวยืด จากนั้นใช้นิ้วกลางหรือนิ้วนางกดลูบผิวลงมาบริเวณหน้าผากช้าๆ

ระหว่างคิ้ว ใช้นิ้วที่ถนัดวางที่หว่างคิ้ว กดเบาๆ แล้วลูบออกไปด้านข้าง ระวังอย่ากดแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดรอยช้ำได้

จมูก ลูบบริเวณสันจมูกจากบนลงล่าง จากนั้นลูบออกด้านข้างตามแนวของกล้ามเนื้อ

รอบดวงตา กดที่หัวตาเบาๆ แล้วลูบออกไปทางด้านข้าง ทั้งด้านบนและด้านล่าง

รอบริมฝีปาก ใช้นิ้วกดเบาๆ ที่มุมปาก ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของอีกมือหนึ่งค่อยๆ ลูบออกไปทั้ง 4 ทิศทาง คือ เฉียงขึ้นไปทางไรผม ด้านข้างตรงไปถึงติ่งหู เฉียงลงทางขากรรไกร และลงไปที่ปลายคาง ทำสลับกันทั้ง 2 ข้าง
คอและคาง วางมือบนปุ่มกระดูกไหปลาร้า แล้วลากมือเฉียงผ่านลำคอขึ้นไปข้างๆ ใบหน้าจนถึงหู จากนั้นวางมือบริเวณกระดูกขากรรไกร ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางนวดแนวกระดูกขากรรไกรจากคางขึ้นไปถึงหู


2. เมื่อยืดกล้ามเนื้อใบหน้าเสร็จแล้ว ให้ออกกำลังกล้ามเนื้อใบหน้าต่อ โดยพยายามเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ ให้มากที่สุด
หน้าผาก ย่นหน้าผากขึ้นเต็มที่ ค้างไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วปล่อย ทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้ง

รอบดวงตา หยีตาหรือหลับตาปี๋ให้เต็มที่

ริมฝีปาก ยิ้มเต็มที่แบบสุดๆ

จมูก ย่นจมูกให้อวัยวะทุกส่วนบนใบหน้าย่นเข้าหากัน




เมื่อออกกำลังกล้ามเนื้อใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ต่อด้วยการยืดกล้ามเนื้อตลอดทั้งลำตัว
เพื่อให้เป็นการจบที่เสร็จสมบูรณ์ค่ะ

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเมื่อมีความเครียด

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเมื่อมีความเครียด


ร่างกายเราต้องการอาหารเหมือนกับรถยนต์ต้องการน้ำมันเพื่อใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อน แต่ในความเร่งรีบของชีวิตประจำวันอาจทำให้หลายคนไม่ได้พิถีพิถันกับการเลือกอาหาร คิดแค่ว่ากินอะไรก็ได้เพื่อให้มีแรงทำงาน โดยไม่ใส่ใจว่าอาหารนั้นให้สารอาหารอื่นที่เป็นประโยชน์หรือไม่

บางคนดำรงชีวิตระหว่างชั่วโมงทำงานที่เคร่งเครียดด้วยกาแฟนับสิบถ้วย ขนมหรือของว่างตามแต่จะหาได้ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวันจึงจบด้วยอาหารมื้อใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องรีบเข้านอนเพื่อจะตื่นขึ้นมาทำกิจกรรมที่เร่งรีบในวันต่อไป แต่บางครั้งความเครียดที่สะสมมาทั้งวันหรืออาหารมื้อใหญ่ที่เพิ่งผ่านไป กลับส่งผลให้เกิดปัญหานอนไม่หลับ ซ้ำยิ่งทำให้เครียดมากยิ่งขึ้น หากดำรงชีวิตเช่นนี้ไปเรื่อยๆ สุขภาพคงค่อยๆ เสื่อมถอยลดลง

เมื่อมีความเครียดร่างกายจะมีการนำสารอาหารหลายชนิดไปใช้ในการสร้างฮอร์โมน เพื่อช่วยในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ และยังมีการขับสารอาหารบางชนิดออกทางปัสสาวะมากขึ้นด้วย จึงทำให้มีความต้องการสารอาหารบางชนิดเพิ่มขึ้น และหากมีความเครียดสะสมเป็นเวลานานด้วยอีก ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็จะอ่อนแอ ทำให้เจ็บป่วยง่าย จึงเป็นเรื่องที่ควรรู้ถึงสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเครียด

สารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มขึ้นเมื่อมีความเครียด
วิตามินบีชนิดต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงต่อการคลายความเครียด พบมากในผักใบเขียว ข้าวกล้อง จมูกข้าวสาลี ธัญพืช นม ไข่ และอาหารทะเล

วิตามินซี ช่วยในการสร้างสารสื่อประสาทและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบมากในผลไม้โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ฝรั่ง และในผัก เช่น พริก บล็อกโคลี มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ผักใบเขียว แตงต่างๆ

วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ พบมากในถั่วเปลือกแข็ง งา จมูกข้าวสาลี

โปแตสเซียม ช่วยในการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกาย ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิต และจำเป็นสำหรับการส่งสัญญานประสาททุกชนิด พบมากในอาหารจากพืช เช่น ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผลไม้แห้ง มันฝรั่ง มะเขือเทศ และผลไม้ โดยเฉพาะกล้วยและส้ม

แมกนีเซียม มีหน้าที่ช่วยในการส่งสัญญานประสาท พบมากในข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง และผักใบเขียว

สังกะสี มีหน้าที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พบมากในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ตับ ไข่แดง นม ธัญพืช และอาหารทะเล

จะเห็นว่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ต่อสู้กับความเครียด มีอยู่ในอาหารทั่วๆไปที่หาซื้อได้ง่าย หากท่านยังนึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็แนะนำให้ลองดูตัวอย่างเมนูอาหารคลายเครียดด้านล่าง

ตัวอย่างเมนูคลายเครียด

อาหารเช้า น้ำเต้าหู้ใส่เครื่องโรยงาหรือจมูกข้าวสาลี + ผลไม้สด
หรือ แซนวิชทูน่า(ทำจากขนมปังโฮลวีท) + นม/โยเกิร์ตชนิดพร่องไขมัน + ผลไม้สด/น้ำผลไม้

อาหารกลางวัน ข้าวราดผัดกระเพรา + ผลไม้ปั่น/สมูทตี้
หรือ เย็นตาโฟ/บะหมี่หมูแดง + เต้าฮวยฟรุ้ตสลัด

อาหารว่างบ่าย ถั่วลิสงต้ม/อบ หรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบ หรือกล้วยปิ้ง หรือผลไม้สด หรือนม/โยเกิร์ต
ชนิดพร่องไขมัน

อาหารเย็น ข้าวต้มปลา + ผลไม้สด
หรือ ข้าว + แกงส้มผักรวมใส่กุ้ง + ไข่เจียว +ผลไม้สด



บางท่านอาจมีงานยุ่งจนแทบหาเวลากินไม่ได้ หรือทำงานที่ต้องเดินทางตลอด ทำให้บางช่วงอาจไม่สามารถแวะหาของกินได้ หากเป็นเช่นนี้การหาอาหารมีประโยชน์และไม่เสียง่าย ติดไว้ในที่ทำงานหรือในรถเพื่อกินรองท้องแทนขนมหวานชนิดต่างๆ อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เช่น
แครกเกอร์โฮลวีท ถั่วชนิดต่างๆ นมพร่องไขมันชนิดยูเอชทีหรือสเตอริไรส์ น้ำผลไม้ชนิดยูเอชที เป็นต้น และเมื่อทำธุระต่างๆ เสร็จสิ้นแล้วก็อย่าลืมหาอาหารประเภทธัญพืชที่ไม่ขัดสี ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ไม่ติดมันชนิดต่างๆ และผลไม้สดกินเพิ่มเติมในปริมาณที่เหมาะสม
เพียงเท่านี้ท่านก็ได้รับอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้พลังงานแก่ร่างกาย มีประโยชน์ช่วยในการผ่อนคลายความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน(ทั้งนี้ควรงดอาหารหวานจัด
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้มีผลทำให้เกิดการสูญเสียสารอาหารต่างๆ ตามที่กล่าวมาข้างต้น)

Friday, September 14, 2007

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด



ธรรมชาติคือความสมดุล
สุขภาพที่ดีต้องประกอบด้วยความสมดุลของการกิน พักผ่อน และออกกำลังกาย หมายถึงมีความพอดี สอดคล้อง ไม่หักโหมไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งมากเป็นพิเศษ คนรักตัวเองฟังแล้วอาจจะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยากเกินการปฏิบัติ เพียงแค่เพิ่มความใส่ใจและมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตอีกหน่อยเท่านั้น

* การกิน คนเราต้องการพลังงานจากอาหารวันละ 3 มื้อ แต่ละมื้อจึงควรบริโภคอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่คาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน นอกจากนี้ยังควรได้รับไฟเบอร์หรือเส้นใย น้ำ รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่เพียงพอต่อการนำไปใช้ การบริโภคมากกว่าการนำไปใช้ย่อมทำให้เกิดการสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน

* พักผ่อน กินเพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารที่ต้องการอย่างเพียงพอแล้ว ร่างกายยังต้องการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอด้วย ในเมื่อทำงานมาตลอดวัน รีดออกมาทั้งพลังสมองและกำลังกาย พอตกค่ำก็ต้องนอนหลับให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การทำงานหนักแต่นอนน้อยจึงทำให้ร่างกายทรุดโทรมและไม่ผอม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนจะเร่งการเผาผลาญมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกหิวกว่าปกติ และกระหายน้ำตาลจนน่ากลัวในวันรุ่งขึ้น

* ออกกำลังกาย รู้ดีว่าการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์กับสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ สร้างความกระฉับกระเฉง สดใส มีความสุข ร่างกายแข็งแรง นอนหลับสบาย และช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเอง

การออกกำลังกายแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ช่วยเพิ่มอัตราการสูบฉีดโลหิตของหัวใจ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นรำ หรือกระโดดเชือก เพื่อบริหารกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกนานครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง การออกกำลังกายประเภทที่ 2 ได้แก่ การบริหารความแข็งแกร่ง ได้แก่การยกน้ำหนักและเวทเทรนนิ่งต่างๆ ประเภทสุดท้ายคือ การฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย ได้แก่ การฝึกโยคะ พิลาทิส ฟิตบอล และไทชิ ซึ่งจะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น คล่องแคล่ว สงบ และมีสมาธิ

ลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ

นายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี กล่าวไว้ข้อหนึ่งว่า วิธีลดความอ้วนด้วยธรรมชาติบำบัด ที่สำคัญคือ ต้องออกกำลังกาย และ ควบคุมอาหาร ก่อนจะแนะนำสูตรควบคุมอาหาร ซึ่งมีให้เลือกปฏิบัติตามแต่ความถนัดของแต่ละคน

1. ไม่กิน(ข้าว) มื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ

2. อดอาทิตย์ละวัน เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก

3. อดด้วยน้ำผลไม้ 3 วัน วิธีการคล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด
ติดต่อกัน 3 วัน

4. อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม

5. กินเนื้อกับผัก สูตรนี้เข้าข่ายการกินแบบ “พร่องแป้ง” หรือ “โลว์-คาร์บ(Low-Carb)” คือกินได้ทุกอย่าง โดยแตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุด โดยกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อ

แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ จะทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพเดียวกับภาวะอดอาหาร จนต้องไปดึงพลังงานส่วนเกินที่เก็บสำรองไว้มาใช้ก็จริง แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วย
ใช้ทั้ง 5 วิธีผสมผสานกันก็ได้ แต่ควรคำนึงว่าผักและผลไม้ที่จะกินควรมีความใหม่สดและผ่านการล้างอย่างสะอาดดีแล้ว ส่วนจะกินแบบนี้อยู่นานแค่ไหนก็ให้ติดตามจากผลของน้ำหนักตัวว่าได้ตามที่ต้องการแล้วหรือยัง เมื่อพอใจแล้วก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มแป้งทีละนิด อย่างไรก็ตามแม้จะกลับมากินเหมือนเดิมแล้ว ก็ยังควรดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสกัดไม่ให้ไขมันกลับมาพอกพูนใหม่ได้ง่ายๆ อีก

สำหรับสัดส่วนของอาหารปกติหลังจากเข้าโปรแกรมกินเนื้อ-กินผักแล้วนั้น ควรเป็นการกินตามแนวธรรมชาติบำบัดคือ แต่ละวันกินข้าวกล้อง 3 มื้อ ผักสด 2 จาน ผลไม้ 2 ผล(ขนาดเท่ากับผลแอ็ปเปิ้ล) น้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว กินเนื้อสัตว์วันละไม่เกิน 1 ฝ่ามือ อาหารไขมัน(จำพวกผัดและทอด) วันละไม่เกิน 2 อย่าง พร้อมๆ กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม มีรูปร่างที่สมส่วน และสุขภาพโดยรวมที่แข็งแรงมากขึ้น



เคล็ดลับการกินของสาวหุ่นดี* เพิ่มผัก ถ้าอยากผิวสวยและรูปร่างฟิตเฟิร์มแบบ น้องฟ้า-นาตาลี เกลโบวา อดีตมิสยูนิเวิร์ส หวานใจ ภราดร ศรีชาพันธุ์ ต้องเพิ่มผักทุกมื้อ นาตาลีบอกว่าไม่ว่าจะเป็นผักดิบหรือผักสุกก็มีแคลอรีน้อย แต่กินพื้นที่ในกระเพาะมาก ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยระบบการย่อย และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

* วันละ 2 มื้อ ซูเปอร์โมเดล ลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เผยเคล็ดลับในการกินรักษาเชฟว่า จะไม่กินอะไรหลังหกโมงเย็น ลูกเกดเริ่มวันด้วยมื้อเช้า เธอชอบดื่มน้ำผัก-ผลไม้ที่คั้นแยกกากกับขนมปังโฮลวีต มื้อกลางวันสามารถกินได้ตามต้องการ แต่ถ้าเลือกได้จะกินก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเบาท้องกว่าข้าว นับๆ ดูแล้วลูกเกดจึงกินเป็นเรื่องเป็นราวแค่วันละ 2 มื้อเท่านั้น


กำลังลด ต้อง ‘งด’ ก่อน* ข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะข้าวสวย ข้าวเหนียว ข้าวต้ม แม้แต่ข้าวกล้องหรือข้าวซ้อมมือ ซึ่งแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ตอนที่กำลังลด ต้องงดก่อน ได้น้ำหนักที่พอใจเมื่อไหร่ค่อยกลับมากินข้าวกล้อง

* แป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะขัดขาวหรือไม่ขัดขาว นอกจากนี้ไม่เฉพาะขนมปัง แต่ยังรวมถึงขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว พาสต้า และวุ้นเส้นด้วย

* น้ำตาลทุกชนิด รวมทั้งน้ำตาลเทียม ซึ่งแม้จะไม่ให้พลังงานแต่ก็จัดเป็นอาหารขยะประเภทหนึ่ง เมื่อกินเข้าไปก็รังแต่จะไปเพิ่มภาระให้ร่างกาย ทำให้รู้สึกหิวบ่อยยิ่งขึ้น

* ผลไม้ทุกชนิด แม้ผลไม้หลายชนิดจะไม่มีรสหวาน แต่ก็ประกอบด้วยแป้ง ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ เช่นเดียวกับข้าว ซึ่งแม้ไม่หวานแต่ก็มีแป้งมาก

* ถั่วทุกชนิด ถั่วประกอบด้วยโปรตีน 1 ส่วน แป้งอีก 1 ส่วน การกินถั่วมากๆ จึงเพิ่มปริมาณแป้งให้กับร่างกายโดยไม่รู้ตัว ช่วงที่กำลังลดให้ได้น้ำหนักตัวที่พอใจจึงควรเลี่ยงถั่วทุกชนิด รวมทั้งน้ำเต้าหู้ด้วย อย่างไรก็ตามเต้าหู้ ซึ่งผ่านกระบวนการที่สกัดแป้งออกไปหมด เหลือเพียงส่วนของโปรตีนล้วนๆ นั้นสามารถกินได้

* นม และผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด แม้จะเป็นนมจืด หรือเพลนโยเกิร์ต เพราะในนมวัวมีน้ำตาลแลคโตสเป็นส่วนประกอบอยู่ ส่วนนมพร่องไขมันนั้นก็ถูกนำไขมันออกไปเพียงส่วนเดียว ยังเหลือคอเลอเตอรอลสูงๆ และไขมันอิ่มตัวที่ทำให้อ้วนได้อยู่ ช่วงนี้ควรงดไปก่อน



เห็นไหมคะว่าการลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัดทำไม่ยาก ไม่ต้องอดจนหิวไส้กิ่ว ไม่ต้องใช้เงิน ยา หรืออาหารเสริมลดความอ้วนเลย แค่ปฏิบัติตามสูตรเพื่อรูปร่างแข็งแรงและสุขภาพที่ดีขึ้น มีข้อดีมากมายอย่างนี้จะไม่ทดลองลดกันดูบ้างหรือคะ

Tuesday, September 11, 2007

โลหิตจาง

โลหิตจาง

อาการทั่วๆไปของคนที่โลหิตจาง อาการทั่วไปเหล่านี้จะมีเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคโลหิตจางชนิดไหน

1. ความเหนื่อยเพลีย ความเหนื่อยเพลียเช่นนี้ คุณจะรู้สึกว่าเป็นอาการผิดสังเกต คือจะไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจึงเหนื่อยหรือเพลียง่ายๆเช่นนั้น

สมมติว่าคุณลองไปวิ่งระยะไกลสัก 3 หรือ 5 กม. พอวิ่งไปครบระยะทางที่ต้องการ คุณรู้สึกเหนื่อยเหงื่อแตกโทรม หัวใจเต้นแรง คุณรู้สึกอยากจะนั่งพักลงสักนิด

นั่นถือว่าเป็นการเหนื่อยเพลีย ตามธรรมดา คนที่ร่างกายแข็งแรง เวลาออกแรงหรือเล่นกีฬาเหงื่อก็ต้องออก หัวใจก็ต้องเต้นแรง อยากจะพักสักนิด เอาเป็นไรไปก็นั่งพักหน่อยเดียวก็จะหายเหนื่อย

แต่คนที่เริ่มออกวิ่ง วิ่งไปได้สัก 100 เมตรก็หายใจไม่ออก หน้าเขียว ต้องนั่งสักพักแล้วก็ทำท่าจะเป็นลม

หรือบางทีตอนเช้าจะต้องรีบไปทำงาน จะตื่น 6 โมงเช้า แต่พอลืมตาขึ้นก็ลุกไม่ไหว

สองตัวอย่างนี้เป็นการเหนื่อยเพลียซึ่งผิดปกติ ถ้าหาสาเหตุไม่เจอ ให้คิดดูก่อนว่าคุณอาจจะเป็นโรคโลหิตจางหรือเปล่า

2. หายใจไม่ออก หรือหอบหืดระหว่างทำงานหรือออกกำลังกาย

3. ปวดหัวเวียนหัว อาจจะเป็นบ่อยประจำทุกๆวัน หรือแม้แต่อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง ก็ถือว่าเป็นบ่อยด้วย

4. นอนไม่หลับ

5. ผิวซีดหรือค่อนข้างเหลือง ถ้าพูดแบบชาวบ้านก็คือ ดูเหมือนเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย

6. เบื่ออาหารและช่องท้อง-กระเพาะลำไส้มีอาการผิดปกติ

ถ้าอาการต่างๆเหล่านี้มีสัก 5-6 รายการพร้อมๆกัน ก็ค่อนข้างจะแน่นอนว่าคุณเป็นโรคโลหิตจาง
หรือลองไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลหรือคลินิกขอตรวจเลือดดูค่ะ





สำหรับ ผู้หญิงที่เริ่มตั้งครรภ์ตั้งแต่ 2-3 เดือนขึ้นไป ถ้ามีอาการเหมือนที่ระบุไว้ข้างบนนี้สัก 4-5 ข้อขึ้นไป คุณก็คงมีอาการเริ่มเป็นโลหิตจางแล้ว ทั้งๆที่ก่อนจะตั้งครรภ์คุณก็แข็งแรงดี

ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเมื่อคุณเริ่มตั้งครรภ์นั้น คุณแม่จะกินหรือพักผ่อนอย่างใด ก็เหมือนกับคุณต้องทำให้คน 2 คนในคนคนเดียว คือ คนเดียวต้องเลี้ยงดูสองคน เลือดในตัวก็ต้องแบ่งให้ลูกในท้องด้วย กินไม่พอ พักผ่อนไม่พอ นอกจากแม่จะเลือดน้อยแล้ว ลูกในท้องก็จะพลอยเลือดน้อยตามแม่ไปด้วย

แล้วจะแก้อย่างไรดีเล่า เริ่มต้นก็ต้องแก้ที่อาหารก่อน โรคโลหิตจางทั่วๆไป มักจะเป็นเพราะ ขาดสารอาหารประเภทโปรตีนและวิตามิน-แร่ธาตุ

ถ้าคุณกินอาหารตามสูตรชีวจิตตลอดมา คุณคงจะไม่เป็นโรคโลหิตจาง แต่ถ้าไม่ได้กินอาหารชีวจิตก็ขอให้เริ่มกินเสียแต่เดี๋ยวนี้

อาหารชีวจิต
ตามสูตรปกติ กินข้าวประเภทไม่ขัดขาว (ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) 50% ของปริมาณอาหารหนึ่งมื้อ ผัก 25% โปรตีนจากพืช (ถั่วเหลือง-ถั่วอื่นๆ+ผลิตผลจากถั่ว เต้าหู้และปลาอาทิตย์ละ 2 ครั้ง) ปริมาณ 15% และเบ็ดเตล็ด 10%

คนเป็นโรคโลหิตจาง ข้าวอาจจะมากไปหน่อย จึงขอให้ลดข้าวและเพิ่มผัก เพิ่มโปรตีนให้มากขึ้น

ฉะนั้น ให้ลดข้าวเหลือ 30% ผักเพิ่มเป็น 35% โปรตีนเพิ่มเป็น 25% (และปลาเพิ่มได้เป็นอาทิตย์ละ 5 ครั้ง) ส่วนเบ็ดเตล็ดคงเป็น 10% ตามเดิม

ตามสูตรอาหารชีวจิตที่แนะนำนี้ อาจจะเลือกเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กโฟลิค แอซิดและ B12 คือ หอย ปลา ถั่วต่างๆ แอส-ปารากัส ข้าวโอ๊ต แครอต แคนตาลูป ฟักทอง อา-โวคาโด ผลไม้แห้ง ลูกพีช อินทผลัม-กล้วยตาก จมูกข้าว (ข้าวสาลีและข้าวเจ้า)

นอกนั้นก็ขอแนะนำวิตามินและแร่ธาตุต่างๆชนิดที่สกัดเป็นเม็ด คือ เหล็ก วิตามิน E โฟลิค แอซิด วิตามิน B12, B6 และแมกนีเซียมกินจนรู้สึกว่าอาการทุกอย่างดีขึ้น ซึ่งก็จะตกอยู่ ระหว่าง 4-6 อาทิตย์ และเมื่ออาการดีขึ้นจน รู้สึกว่าอยู่ตัวแล้ว
จะหยุดกินวิตามินก็ได้ค่ะ
สาระน่ารู้ดีๆเหล่านี้ลองบอกเล่าให้คนที่เรารู้จักใกล้ๆตัวเราก็ได้นะคะ

Saturday, September 8, 2007

อยู่เป็นคู่อย่างไรเมื่อนิสัยต่างกัน

อยู่เป็นคู่อย่างไร เมื่อนิสัยต่างกัน



เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ไม่มีใครคิดฝันว่าเมื่ออยู่กันไปนานๆ แล้วจะเกิดปัญหาตามมา
ต่างคิดถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแต่ในความเป็นจริงของชีวิต
ความยากลำบากของชีวิตคู่ที่อยู่ด้วยกัน จนเป็นความทุกข์อีกรูปแบบหนึ่งของชีวิต คือ


ความขัดแย้งกันระหว่างสามีภรรยา
ที่พบบ่อยมากที่สุด จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีคู่ไหนหลีกหนีปัญหาข้อนี้ไปได้พ้น คือ
ความขัดแย้งของการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในการใช้ชีวิตประจำวัน
ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนสองคนที่มาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน
ล้วนมีที่มาแต่ต่างกันแทบทั้งสิ้น ตั้งแต่การอบรมเลี้ยงดู การศึกษา การคบหาสมาคมกับเพื่อน
แต่ละคนต่างมีที่มาแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมาอยู่ด้วยกันย่อมมีความแตกต่างกัน
ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน เช่นเรื่อง
อุปนิสัยส่วนตัว บางคนมีอุปนิสัยใจคอเป็นคนใจร้อน
อยากได้อะไรต้องเอาให้ได้ดังใจทันที ถ้าช้านิดหน่อย จะโกรธ เป็นฟืนเป็นไฟ
อุปนิสัยแบบนี้ ตอนจีบกันอยู่ อาจไม่เคยหลุดออกมาให้ดูให้เห็น
เพราะไม่มีโอกาสที่จะพบเหตุการณ์ ที่แสดงความใจร้อนออกมา
แต่พอมาอยู่เป็นคู่ชีวิตกันจริงๆทุกวันทุกคืน
จะฝืนตัวเองยังไงไม่ให้ความใจร้อนหลุดออกมาบ้างเลยก็คงยาก
คนที่เป็นคู่ชีวิตอยู่ด้วย ก็คงช่วยทำให้เขาใจเย็นลงไม่ได้
เพราะมันเป็นอุปนิสัยใจคอที่เปลี่ยนแปลงยาก ความลำบากใจ
จึงตกมาอยู่กับคนที่อยู่ด้วยถ้าทนความลำบากใจจากอุปนิสัยที่แตกต่างกันไม่ได้
ก็จะอยู่ไปอย่างไม่มีความสุข ผลสุดท้ายอาจถึงขั้นแยกทางใครทางมันก็ได้

เรื่องนี้มีทางเดียว คือ ต้องปรับจิตใจของตัวเรา ให้ยอมรับเขาให้ได้ เมื่อพบเหตุการณ์ที่ทำให้เขาใจร้อน
เมื่อไหร่เราก็ควรใจเย็น และใช้คำพูดคำจาที่เปรียบเสมือนน้ำเย็นเข้าลูบ
คำพูดคำจาที่จะทำให้ออกมาต้องระมัดระวังให้ดีอย่าเป็นคำพูดที่เป็นเชื้อไฟ ให้ความใจร้อน
และ ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟโหมขึ้นไปอีก ไม่ควรเป็นคำพูดที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เขาเชื่ออยู่ในขณะนั้น
ควรจะพูดเออออห่อหมกกับเขา ไปก่อน พูดง่ายๆคือ
พูดอะไรก็ได้ที่จะทำให้ถูกใจเขาความใจร้อนโมโหความโกรธของเขาลดลง
ช่วงนี้อย่าพึ่งไปนึกถึงข้อเท็จจริงหรือเรื่องของเหตุผล
หาทางทำให้คู้ของเราเย็นลงให้ได้ก่อนเป็นความจำเป็นเฉพาะหน้าพอใจร้อนใจเร็วซาลงแล้ว
ค่อยมาพูดกันด้วยเหตุและผล ก็จะช่วยให้เกิดความเข้าใจกันได้มากขึ้น

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ อย่าใช้การพูดเล่นเป็นน้ำเย็นเข้าลูบ
เวลาที่อีกฝ่ายใจร้อนโมโหความโกรธนั้นเขาจะไม่มีอารมณ์มาพูดเล่นหัวกับใคร
หรือไม่มีกะจิตกะใจมาสนุกไปกับคำพูดเล่นของใครได้
ถ้าเราขืนพูดเล่นเพื่อหวังให้เขาเย็นลง เป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์
ถ้าขืนทำกันจริง ยิ่งเหมือนกับเอาน้ำมันราดใส่กองไฟ
ถ้ายังไม่รู้ว่าทำยังไงให้คู่ของเราเย็นลง ก็คงมีอีกวิธีหนึ่งคือ
การเฟดตัวเองออกไปให้ไกล สักระยะหนึ่งแต่ไม่ต้องถึงกับออกนอกบ้าน
ไปไหนอยู่ในบ้านนั่นแหละ และคอยชำเลืองดูให้เขาอยู่ในสายตา ตลอดเวลาก็พอ
เมื่อคนๆหนึ่งใจร้อนโมโหเขาอาจจะระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มที่ ปล่อยให้เขาระเบิดออกมาให้เต็มที
เพราะอีกไม่กี่สิบนาทีต่อมามันจะค่อยๆ เย็นลงเรื่อยๆเมื่อเห็นเขาเย็นลงเมื่อไหร่ เราค่อยเข้าไปเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
จะสัมผัสด้วยการจูบหรือการโอบกอดกันบ้าง เพื่อสร้างความอบอุ่น ก็ไม่ผิดกติกาอันใด ชีวิตคู่ก็จะอยู่กันได้ต่อไป


อย่าปล่อยให้ความแตกต่างกันเล็กๆน้อยๆ มาคอยทำให้ชีวิตคู่ ของเราอัปปางลง
เราควรทำความเข้าใจกันและที่สำคัญอย่าโกรธพร้อมกันนะคะ......